เมื่อจางซวีกลับมา ความคิดหลายอย่างของอวิ๋นเจิงก็เริ่มลงมือทำได้แล้ว
หลังงานเลี้ยงมื้อค่ำ อวิ๋นเจิงเรียกเย่จื่อ เว่ยซวง จางซวี และเฉินปู้มาพร้อมกัน
“ทางจี้หร่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
พวกเขาเพิ่งนั่งลง อวิ๋นเจิงก็เอ่ยถามเว่ยซวง
“ยังตรวจไม่พบสิ่งใดน่าสงสัยเพคะ”
เว่ยซวงตอบ “หม่อมฉันจัดคนคอยจับตาจี้หร่านอย่างใกล้ชิดมาตลอด เขาไม่เคยติดต่อกับคนต้องสงสัย ทั้งยังไม่เคยรวบรวมพรรคพวก หม่อมฉันคิดว่าจี้หร่านคงไม่มีปัญหาเพคะ”
“เจ้าคิดอย่างไร?”
อวิ๋นเจิงหันไปถามเฉินปู้
เฉินปู้ส่ายหน้าเบา ๆ “กระหม่อมเองก็มองไม่เห็นจุดใดน่าสงสัยในตัวเขา จี้หร่านเป็นขุนนางมือฉกาจจริง ๆ มีเขาช่วยแบ่งเบา ภาระบนบ่ากระหม่อมก็เบาลงมากพ่ะย่ะค่ะ”
เป็นเช่นนั้นหรือ?
ผ่านมาตั้งนาน ยังไม่พบว่าจี้หร่านมีสิ่งใดน่าสงสัยเลยหรือ?
เป็นเพราะตนระแวงเกินไป หรือจี้หร่านซ่อนตัวตนได้ลึกล้ำเกินไปกันแน่?
อวิ๋นเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนสั่งเว่ยซวงอีกครั้ง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ต้องจับตาเขาอีก เพียงคอยสังเกตให้มากก็พอ”
“เพคะ!”
เว่ยซวงรับคำ
“จางซวี ช่วงนี้เจ้าไม่สะดวกปรากฏตัว เช่นนั้นก็ช่วยข้าจัดการเรื่องรางเหล็กไปก่อน”
อวิ๋นเจิงสั่งจางซวีอีกครั้ง
“รางเหล็กหรือ?”
จางซวีไม่เข้าใจ “นั่นมันสิ่งใดกัน?”
“เรื่องนี้ข้าก็อธิบายได้ไม่ดีนัก” อวิ๋นเจิงครุ่นคิด “เอาเช่นนี้ วันหลังข้าจะทำแบบคร่าว ๆ ด้วยไม้กับเจ้าก่อน ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะเข้าใจเอง”
ที่จริงเขาไม่ได้คิดจะใช้รางเหล็กกับรถไฟ
เพียงต้องการให้ขนส่งวัตถุดิบสำหรับถลุงเหล็กได้สะดวกขึ้น
ขอเพียงวางรางเหล็กลงไป แล้วปรับล้อรถม้าเสียหน่อย ใช้รถม้าลากไปก็สะดวกขึ้นมากแล้ว
