เดือนสาม ฤดูหนาวอันแสนสั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว
หญ้าเขียวขจี นกขมิ้นโบยบิน ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนอย่างเงียบงัน
“แค่ก ๆ...”
อวิ๋นเจิงเพิ่งมาถึงด้านนอกตำหนักบรรทมของฮ่องเต้เหวิน ก็ได้ยินเสียงไออันอัดอั้นดังขึ้นระลอกหนึ่ง
นับแต่เข้าสู่ฤดูหนาว พระวรกายของฮ่องเต้เหวินก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว
อาการไอดูคล้ายจะกลายเป็นเรื่องปกติของฮ่องเต้เหวินไปเสียแล้ว
พอฤดูหนาวผ่านพ้น เส้นผมบนพระเศียรของฮ่องเต้เหวินก็ขาวโพลนไปกว่าครึ่ง
พระกระยาหารที่เสวยได้ก็ลดน้อยลงด้วย
ก่อนสิ้นปี พระองค์ยังเสวยข้าวได้หนึ่งชามต่อมื้อ บัดนี้กลับเสวยได้เพียงครึ่งชามเล็ก ๆ
สิ่งเดียวที่น่ายินดีคือฮ่องเต้เหวินยังทรงมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง มิได้ประชวรจนต้องบรรทมอยู่บนเตียง
ยามแดดออก ฮ่องเต้เหวินยังทรงเล่นกับพวกเด็ก ๆ อย่างอวิ๋นชางในตำหนักบรรทมได้บ้าง หรือให้เด็ก ๆ อยู่เป็นเพื่อนฝึกหมัดบำรุงสุขภาพ
ระหว่างนั้น เมี่ยวอินกับหมอหลวงก็ถวายการตรวจรักษาฮ่องเต้เหวินหลายครั้ง
ทว่าผลที่ได้กลับมีเพียงน้อยนิด
เมื่อพระวรกายของฮ่องเต้เหวินทรุดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่อวิ๋นเจิงมาถวายการปรนนิบัติในตำหนักบรรทมก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
บางคราองค์ชายรองกับองค์ชายห้าก็มาหาฮ่องเต้เหวิน เล่นไพ่นกกระจอกเป็นเพื่อน หรือช่วยนวดพระวรกายให้
“องค์ชายหก”
เมื่อเห็นอวิ๋นเจิง มู่ซุ่นที่ยืนอยู่หน้าประตูก็ค้อมกายคำนับ
“เสด็จพ่อวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
อวิ๋นเจิงเอ่ยถามมู่ซุ่นเสียงเบา
“วันนี้ทรงดีขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ซุ่นตอบว่า “เมื่อเช้าฝ่าบาทเสวยน้ำแกงเนื้อไปครึ่งชาม ทั้งยังเสวยมันเทศย่างไปครึ่งหัวเล็ก ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี”
อวิ๋นเจิงคลายใจลงเล็กน้อย ก่อนถามต่อว่า “วันนี้เสด็จพ่อทรงมีรับสั่งให้ทำสิ่งใดหรือไม่?”
