สามวันต่อมา ณ ประตูเมืองทิศเหนือแห่งนครหลวง
ฮ่องเต้เหวินไม่สนใจคำทัดทาน ฝืนร่างกายที่เจ็บป่วย นำเหล่าขุนนางมาส่งอวิ๋นเจิงออกศึกนอกประตูเมืองทิศเหนือ
วันนี้อากาศดีนัก
แสงอาทิตย์สาดลงบนร่าง ทำให้รู้สึกอบอุ่นไปทั่วทั้งกาย
บางทีอาจเพราะประทับอยู่ในวังลึกมานาน พอได้เสด็จออกมาข้างนอก พระวรกายของฮ่องเต้เหวินก็ดูสดชื่นขึ้นไม่น้อย
ฮ่องเต้เหวินกุมมืออวิ๋นเจิงไว้ พลางตรัสด้วยรอยยิ้มว่า “กระดูกแก่ ๆ ของเรายังทนไหว เรื่องในราชสำนักมีถังซู่กับทัวฮวนคอยดูแล เจ้าไม่ต้องกังวล!”
“ลูกเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงกุมมือฮ่องเต้เหวินแน่นเช่นกัน “ลูกจะนำสุรากลับมาจากแคว้นอวี่ไหหนึ่ง ให้เสด็จพ่อดื่มด้วยกัน!”
“ดี!”
ฮ่องเต้เหวินพยักหน้าหนักแน่น “สุราของแคว้นอวี่คงสู้สุราต้าเฉียนของเราไม่ได้ แต่เราก็ต้องลองชิมดูสักหน่อย!”
“เสด็จพ่อรอลูกกลับมาพร้อมชัยชนะอยู่ในนครหลวงเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นเจิงคลายมือจากฮ่องเต้เหวิน “เวลาไม่เช้าแล้ว ลูกควรออกเดินทาง เสด็จพ่อก็เสด็จกลับวังไปพักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
“อืม!”
ฮ่องเต้เหวินแย้มพระสรวล ก่อนหันไปทางฉินชีหู่ “ตั้งใจรบให้ดี อย่าทำให้บิดาเจ้าเสียหน้า!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินชีหู่ขานรับเสียงดัง
“เอาละ ออกเดินทางได้!”
ฮ่องเต้เหวินโบกพระหัตถ์เบา ๆ แววตาเผยความอาลัยอยู่หลายส่วน
อวิ๋นเจิงถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนคุกเข่าลงอย่างช้า ๆ แล้วโขกศีรษะให้ฮ่องเต้เหวิน
ฉินชีหู่ได้สติ รีบคุกเข่าตามแล้วโขกศีรษะเช่นกัน
ยามลุกขึ้น ทั้งสองหันมองฮ่องเต้เหวินด้วยความอาลัย ก่อนพลิกกายขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็ว
สายตาของอวิ๋นเจิงเลื่อนไปยังเสิ่นลั่วเยี่ยน เย่จื่อ และคนอื่น ๆ
