อวิ๋นเจิงรับยันต์คุ้มภัยที่อวิ๋นลี่มอบให้ด้วยสีหน้าซาบซึ้ง ทว่าในใจกลับก่นด่าไม่หยุด
อวิ๋นลี่มอบยันต์คุ้มภัยแล้วก็ยังไม่พอ ยังเสนอฮ่องเต้เหวินอีกว่า “งานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ผ่านมา ล้วนแต่งกลอนโดยใช้หัวข้อชมจันทร์และพร้อมหน้าพร้อมตา วันนี้กระหม่อมขอให้เสด็จพ่อทรงให้ทุกคนแต่งกลอนและขับลำนำ เพื่อส่งน้องหกกับพระชายาออกเดินทางพ่ะย่ะค่ะ!”
กล่าวจบ อวิ๋นลี่ก็ส่งยิ้มแฝงความนัยให้อวิ๋นเจิง
ไอ้สารเลว!
ยังคิดฉวยโอกาสรับของขวัญอีกหรือ?
ของขวัญชิ้นนี้ พอใจหรือไม่เล่า?
“ดี!”
ฮ่องเต้เหวินพยักหน้าด้วยความพอพระทัย “คนมา เตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก!”
เมื่อได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้เหวิน นางกำนัลและขันทีก็นำเครื่องเขียนทั้งสี่อย่างมาถวายทันที
“ผู้ใดจะเริ่มก่อน?”
ฮ่องเต้เหวินทอดพระเนตรกวาดมองทุกคน
“กระหม่อมขอเริ่มก่อนพ่ะย่ะค่ะ!”
สวีฉือฝู่ลุกขึ้นเดินไปยังโต๊ะ เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนขับบทกวีไปพลางเขียนไปพลาง
บทกวีที่สวีฉือฝู่ตระเตรียมมาอย่างพิถีพิถันหลายวัน ย่อมไม่เลวอยู่แล้ว
พอบทกวีถูกขับออกมา เสียงชื่นชมก็ดังขึ้นทั่วทั้งโถง
“เป็นเพียงบทกวีหยาบ ๆ บทหนึ่ง หวังว่าท่านอ๋องหกกับพระชายาจะไม่รังเกียจพ่ะย่ะค่ะ”
สวีฉือฝู่ยื่นบทกวีที่เขียนเสร็จแล้วให้อวิ๋นเจิง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ขอบคุณจิ้งกั๋วกงที่มอบบทกวีให้!”
อวิ๋นเจิงรับมา “ด้วยสีหน้าซาบซึ้ง”
ยามนี้ อวิ๋นเจิงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอะไรคือใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าในใจสบถคำหยาบไม่หยุด
ถูกเล่นงานเข้าแล้ว!
ถูกเล่นงานจริง ๆ!
บัดซบเอ๊ย!
เขานึกดีใจอยู่เต็มอกว่าจะได้ของขวัญติดมือมาบ้าง
ถึงขั้นคิดไว้แล้วว่า หากพวกเขาไม่ให้ เขาก็จะเอ่ยปากขอเอง!
ใครจะคิดว่าได้ของแบบนี้มาแทน?
ที่สำคัญ คนอื่นก็มอบของขวัญให้แล้วด้วย!
