สองวันต่อมา อวิ๋นเจิงกับฉินชีหู่นำทหารม้าสามพันนายคุมเชลยเป่ยหวนสามสิบคนมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบไป๋หลาง
ทะเลสาบไป๋หลางไม่ใหญ่ แม้ในฤดูน้ำหลากก็มีพื้นที่ผิวน้ำราวยี่สิบหมู่เท่านั้น
ยามนี้ พื้นที่ผิวน้ำของทะเลสาบไป๋หลางมีไม่ถึงสิบหมู่ด้วยซ้ำ
ที่เรียกว่าทะเลสาบ แท้จริงก็เป็นเพียงสระน้ำขนาดใหญ่สักหน่อยเท่านั้น
ทะเลสาบไป๋หลางอยู่ห่างจากกู้เปียนราวหกสิบลี้ เป็นสถานที่ที่อวิ๋นเจิงกับเจียเหยานัดหมายแลกเปลี่ยนตัวคนกัน
กล่าวตามตรง แค่แลกเปลี่ยนคนเพียงเท่านี้ กลับต้องระดมทหารม้าสามพันนาย นับว่าสิ้นเปลืองกำลังคนอยู่บ้าง
ทว่าเจียเหยาเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย อวิ๋นเจิงจึงจำต้องระวัง
ระหว่างทาง อวิ๋นเจิงกับฉินชีหู่ส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปทุกทิศทางอยู่ไม่ขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทหารม้าเป่ยหวนโอบล้อม
เมื่อหิมะเริ่มละลาย ทุ่งหญ้าก็ค่อย ๆ กลับมามีชีวิตชีวา
ตรงที่กีบม้าผ่าน บัดนี้มองเห็นยอดอ่อนของหญ้าสีเขียวผุดพ้นผืนดินขึ้นมาประปรายแล้ว
เมื่อถึงกลางฤดูร้อน ทุ่งหญ้าผืนนี้คงงดงามยิ่งนัก!
เมื่อใกล้ถึงทะเลสาบไป๋หลาง หน่วยลาดตระเวนก็เข้ามารายงานว่าพวกเขาเผชิญหน้ากับหน่วยสอดแนมของเป่ยหวนแล้ว
ทว่าทั้งสองฝ่ายเพียงมองกันแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหัวม้ากลับไป
“ดูท่าเจียเหยาก็ระวังเจ้าอยู่เช่นกัน!”
ฉินชีหู่หัวเราะเสียงดัง พลางหยอกเย้าว่า “นี่พวกเจ้าก็นับว่าได้พบหน้ากันในฐานะสามีภรรยาแล้วกระมัง?”
ฉินชีหู่ยังจำได้ว่า ก่อนจะฝ่าวงล้อมออกจากกู้เปียนในคราวนั้น เจียเหยาเคยให้คำมั่นต่อหน้าผู้คนว่า หากอวิ๋นเจิงฝ่าวงล้อมได้สำเร็จ นางจะยอมรับอวิ๋นเจิงเป็นสามี
