ยามค่ำคืน กองไฟกองแล้วกองเล่าลุกโชนขึ้นทั่วค่ายใหญ่
เหนือกองไฟบางกองมีหม้อใบใหญ่ตั้งอยู่ กำลังตุ๋นเนื้อม้าศึกที่ตายในสนามรบกับเนื้อแมมมอธ ส่วนข้างกองไฟบางแห่งก็ปักอาวุธไว้จนแน่นขนัด
ในยามนี้ อาวุธเหล่านั้นมิใช่เครื่องมือสังหารอีกต่อไป หากกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับย่างเนื้อ
ทั่วทั้งค่ายใหญ่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเนื้อหอมหวน
รอบกองไฟ ทหารเป่ยหวนไม่น้อยกำลังร้องรำทำเพลงกันอย่างครึกครื้น
เมื่อเทียบกันแล้ว ทหารต้าเฉียนยังคงสำรวมกว่ามาก ส่วนใหญ่เพียงยืนมอง แทบไม่มีใครเข้าร่วม
กระนั้นก็ยังมีคนไม่น้อยที่พลอยถูกทหารเป่ยหวนเหล่านี้ชักนำให้คลี่ยิ้มออกมา
อวิ๋นเจิงก้าวออกจากกระโจม ก็เห็นอวี๋ซื่อจง ฉินชีหู่ และคนอื่น ๆ นั่งล้อมวงกันอยู่
เขากวาดตามองรอบด้าน เห็นทหารเป่ยหวนกับทหารต้าเฉียนแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน
การผสานรวมของชนเผ่า ท้ายที่สุดก็มิใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
ครั้นเห็นอวิ๋นเจิงเดินเข้ามา อวี๋ซื่อจงกับคนอื่น ๆ ก็พากันลุกขึ้น
“พี่น้องเป่ยหวนร้องรำทำเพลงกันครึกครื้น พวกเจ้ากลับนั่งบื้อกันอยู่เช่นนี้หรือ?”
อวิ๋นเจิงยิ้มพลางถลึงตามองคนทั้งหลาย
ฉินชีหู่ฉีกยิ้ม “พวกเราบุรุษอกสามศอกจะเต้นรำเป็นได้อย่างไร!”
“ใช่ ๆ...”
อวี๋ซื่อจงพยักหน้าตาม “หากพวกเราเต้นขึ้นมา เกรงว่าพี่น้องจะคลื่นไส้จนกินเนื้อไม่ลง”
“เต้นรำไม่เป็น แล้วร้องเพลงไม่เป็นหรือ?”
อวิ๋นเจิงยกมุมปากขึ้น “อวี๋ซื่อจง พาพี่น้องส่งเสียงร้องกันหน่อย!”
“หา?”
อวี๋ซื่อจงชะงัก เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจว่า ‘ส่งเสียงร้อง’ ที่อวิ๋นเจิงพูดหมายถึงอะไร
“ร้องเพลงทหารของสำนักศึกษาการทหารพวกเรา!”
