ในยามประชุมขุนนาง หวังชื่อมีสีหน้าเหม่อลอยราวกับไร้เรี่ยวแรง
หวังชื่อเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจ จนกระทั่งคำพูดสักคำก็คร้านจะเอื้อนเอ่ย จึงสั่งให้คนอ่านจดหมายของชุยจิ้งเต้าต่อหน้าท้องพระโรงทันที
เมื่อเนื้อหาในจดหมายถูกอ่านออกมา ท้องพระโรงก็พลันแตกตื่น
“ข้าบอกแล้ว เกาเฉวียนต้องคิดทรยศไปเข้ากับศัตรูเป็นแน่!”
“เกาเฉวียนสมควรตาย ช่างมีความผิดมหันต์นัก!”
“กล่าวเรื่องเหล่านี้ไปแล้วมีประโยชน์อันใด? ยามนี้ควรคิดกันก่อนว่าพวกเราจะทำเช่นไร!”
“ฝ่าบาท พวกเราไร้หนทางแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”
“ขอฝ่าบาทโปรดตัดสินพระทัยโดยเร็ว หากอวิ๋นเจิงเปลี่ยนเงื่อนไขอีก ราชวงศ์หลีของพวกเราคงต้องตกอยู่ในหายนะจนมิอาจฟื้นคืนพ่ะย่ะค่ะ!”
“ใช่แล้ว ฝ่าบาท...”
ยามนี้เหล่าขุนนางไม่อาจนิ่งเงียบได้อีกต่อไป
ขุนนางส่วนใหญ่ต่างเกลี้ยกล่อมหวังชื่อให้ยอมจำนนด้วยความหวังดี
มีขุนนางเพียงไม่กี่คนที่ยังไม่ยินยอม ทว่าเสียงของพวกเขาถูกเสียงจากฝ่ายยอมจำนนกลบมิด
สำหรับคนจำนวนมาก การยอมเป็นเมืองขึ้นและส่งบรรณาการให้ต้าเฉียน มิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด
เงื่อนไขของอวิ๋นเจิงก็หาได้ยากจะยอมรับไม่
ยอมเป็นเมืองขึ้นและส่งบรรณาการ อย่างน้อยราชวงศ์หลีก็ยังคงอยู่ มิถึงกับล่มสลาย
ก็แค่หวังชื่อลดฐานะจากจักรพรรดิลงเป็นอ๋อง
จะเป็นอ๋องหรือจักรพรรดิก็เป็นเพียงคำเรียกเท่านั้น
ท้ายที่สุดหวังชื่อก็ยังเป็นผู้ปกครองราชวงศ์หลี
ส่วนพวกเขาก็ยังคงเป็นขุนนางเช่นเดิม ใช้ชีวิตสุขสบายด้วยอาภรณ์หรูหราและอาหารเลิศรสต่อไปได้
ส่วนเรื่องบรรณาการ ก็เพียงให้ราษฎรลำบากขึ้นอีกสักหน่อย
อย่างไรเสีย ไพร่ต่ำต้อยเหล่านั้นก็เคยชินกับชีวิตอัตคัดอยู่แล้ว
