“อะไรนะ?”
สีหน้าเย่จื่อพลันเปลี่ยนไป ดวงตาวูบไหวด้วยประกายเย็นเยียบ
ผู้ประสบภัย!
นี่คิดจะขับไล่ผู้ประสบภัยมาที่ซั่วเป่ย เพื่อให้คนเหล่านี้ถ่วงซั่วเป่ยจนล่มจมหรือ!
อวิ๋นเจิงย่อมรู้ถึงผลได้ผลเสียในเรื่องนี้เช่นกัน ทว่าเขามิได้แสดงความโกรธแม้แต่น้อย กลับเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า “ผู้ประสบภัยเหล่านั้นไปถึงที่ใดแล้ว คาดว่าอีกนานเท่าใดจึงจะถึงด่านเป่ยลู่?”
คนผู้นั้นรีบตอบว่า “พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังสุยโจว คาดว่าภายในสองเดือนน่าจะไปถึงด่านเป่ยลู่…”
ผู้ประสบภัยจากทางใต้กำลังจะมาซั่วเป่ย สำหรับซั่วเป่ยในยามนี้แล้ว ย่อมมิใช่ข่าวดี
คนเหล่านี้แตกต่างจากผู้ที่อพยพมาจากด่านในอยู่บ้าง
คนเหล่านี้คือผู้ประสบภัย!
เมื่อผู้ประสบภัยมาถึงซั่วเป่ย ซั่วเป่ยย่อมต้องเปิดคลังเสบียงเพื่อบรรเทาทุกข์
การเปิดคลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย หมายถึงต้องใช้เสบียงจำนวนมหาศาล
หากมาเพียงหลายหมื่นคนก็ยังพอทำเนา
แต่หากผู้ประสบภัยมีจำนวนมากเกินไป เสบียงของพวกเขาอาจไม่พอเลี้ยงคนจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้ประสบภัยมาถึงซั่วเป่ย พวกเขาย่อมอ่อนแออย่างยิ่ง
นอกจากต้องการเสบียงแล้ว ยังต้องการสิ่งของบรรเทาทุกข์อื่นๆ อีก
หากผู้ประสบภัยล้มตายเป็นจำนวนมาก ก็อาจทำให้เกิดโรคระบาดได้!
นี่ต่างหากคือเรื่องร้ายแรงที่สุด!
“ต้องเป็นฝีมืออวิ๋นลี่เจ้าสารเลวนั่นแน่!”
เมี่ยวอินเดือดดาลยิ่งนัก เอ่ยด้วยความเคียดแค้น
ยามนี้ไม่ว่าเรื่องใดที่มุ่งเล่นงานซั่วเป่ยและอวิ๋นเจิง ต่อให้ไม่รู้ว่าอวิ๋นลี่เป็นผู้กระทำหรือไม่ พวกเขาก็จะนึกถึงอวิ๋นลี่เป็นคนแรก
เมื่อยังไม่รู้ว่าผู้บงการเบื้องหลังเป็นใคร ทุกความผิดย่อมโยนใส่หัวอวิ๋นลี่ไว้ก่อน!
