อวิ๋นเจิงไม่รู้ว่าฮ่องเต้เหวินมีสีหน้าเช่นไรยามเขียนจดหมายฉบับนี้
แต่เขาสัมผัสได้อย่างแท้จริงว่าแรงกดจากปลายพู่กันนั้นทะลุกระดาษ
ช่างทะลุกระดาษเสียจริง!
รู้สึกราวกับกระดาษจดหมายกำลังจะถูกจิ้มจนทะลุ!
ไม่รู้ว่าตอนที่เสด็จพ่อเขียนอักษรไม่กี่ตัวนี้ออกแรงมากเพียงใด
ชั่วขณะนั้น ภาพหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของอวิ๋นเจิง
เป็นภาพฮ่องเต้เหวินถือมีดอยู่ในมือข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งจรดพู่กันเขียนหนังสือ
เมื่อเห็นทั้งสองมีท่าทีเช่นนี้ ลู่ซิงก็อดสงสัยไม่ได้ จึงลองถามว่า “ท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงเขียนสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ลองดูเองเถิด!”
อวิ๋นเจิงได้สติ แล้วส่งจดหมายในมือให้ลู่ซิง
ลู่ซิงเพียงเหลือบมอง เปลือกตาก็กระตุกวูบ “ฝ่าบาทจะเสด็จมาซั่วเป่ยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่รู้สิ”
อวิ๋นเจิงยักไหล่ “บางทีเสด็จพ่ออาจจะเสด็จมาซั่วเป่ย หรือไม่ก็แค่อยากมาซ้อมข้าสักยกนอกด่านเป่ยลู่”
“...”
ลู่ซิงพูดไม่ออก จากนั้นก็หัวเราะแห้ง ๆ “ท่านอ๋องสร้างคุณงามความชอบใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ ฝ่าบาทคงไม่ถึงกับลงพระหัตถ์กับท่านกระมังพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใครจะรู้เล่า?”
อวิ๋นเจิงกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น
สร้างความชอบก็ส่วนสร้างความชอบ แต่การกุมกำลังทหารไว้ในมือตนก็เป็นความจริงเช่นกัน
จะบอกว่าฮ่องเต้เหวินไม่อยากซ้อมเขา เด็กสามขวบยังไม่เชื่อเลย
เสิ่นลั่วเยี่ยนค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ แล้วถามว่า “เช่นนั้นพวกเรา...ควรไปรับเสด็จหรือไม่?”
ไปรับเสด็จ มีโอกาสสูงว่าจะถูกซ้อม
ไม่ไปรับเสด็จ ก็ดูจะไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
“ต้องไปอยู่แล้ว!”
อวิ๋นเจิงนวดขมับ “หากไม่ไปรับเสด็จ พวกเราก็กลายเป็นกบฏแล้ว!”
