ความจริงแล้ว ต่อให้อวิ๋นเจิงไม่ส่งเสียงดัง ทุกคนก็รู้ว่าบทกวีนี้ไม่ได้แต่งโดยจางซวี
คนที่แต่งกลอนเองที่ไหนจะเอาแต่กวาดตามองซ้ายขวาเช่นนี้!
อ่านไปได้ครึ่งทางก็ไปต่อไม่ได้ เห็นชัดว่าไปลอกบทกวีของผู้อื่นมา แต่พอถึงคราวต้องท่องกลับลืมเสียแล้ว!
“ฮ่า ๆ...”
เมิ่งกว่างไป๋หัวเราะลั่น “จางซวีเอ๋ยจางซวี เจ้านี่ช่างไร้ความสามารถเสียจริง! แม้แต่บทกวีที่ลอกผู้อื่นมายังจำไม่ได้ เจ้าว่าตนเองยังทำอะไรได้อีก?”
“ข้า...”
จางซวีรู้สึกผิดจนใจคอไม่ดี ครู่ต่อมาก็ถลึงตาขึ้นแล้วด่ากราด “ข้ายังเอากับแม่เจ้าได้ เรียกแม่เจ้ามาลองดูสิ!”
พอเสียงด่าของจางซวีดังขึ้น ทุกคนก็อดตกตะลึงไม่ได้
ผู้ที่อยู่ในงานล้วนเป็นบัณฑิตและผู้มีพรสวรรค์ ใครจะคิดว่ามีคนกล่าวถ้อยคำหยาบคายเช่นนี้ต่อหน้าสาธารณชน
เมิ่งกว่างไป๋โกรธจนแทบกระอักเลือด ชี้หน้าจางซวีแล้วตะโกนลั่น “น่าอับอาย! เจ้าเป็นความอัปยศของตระกูลจาง! ผู้อาวุโสจางจะมีหลานเช่นเจ้าได้อย่างไร!”
คำพูดของเมิ่งกว่างไป๋ได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกคน
“เกี่ยวอะไรกับเจ้า!”
ในเมื่อถูกจับได้แล้ว จางซวีก็เลิกเสแสร้ง ปล่อยตัวตามสบายอย่างสิ้นเชิง แล้วพูดกับเมิ่งกว่างไป๋ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ถ้าไม่พอใจก็ขึ้นมากัดข้าสิ! ข้าจะนั่งทับเจ้าให้ตาย ไอ้เต่าบัดซบ!”
“...”
อวิ๋นเจิงมีสีหน้าพูดไม่ออก แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
เจ้าหมอนี่ช่างเป็นตัวประหลาดโดยแท้
หากว่ากันเรื่องแต่งกลอน ต่อให้มีจางซวีร้อยคนก็ยังสู้เมิ่งกว่างไป๋ไม่ได้
แต่หากเป็นเรื่องด่าทอ เมิ่งกว่างไป๋มีแต่ต้องยอมแพ้
เมิ่งกว่างไป๋โกรธจนแทบคลั่ง ทว่าก็ทำอะไรจางซวีไม่ได้ ทำได้เพียงด่าทออยู่ชั้นล่างว่าจางซวีทำให้วงการบัณฑิตเสื่อมเสีย และถ้อยคำอื่น ๆ อีกมากมาย
แต่จางซวีกลับทำท่าราวกับหมูตายไม่กลัวน้ำร้อน ไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
