แรกฟังอวิ๋นเจิงยังไม่ทันรู้ตัวว่าอีกฝ่ายกำลังเรียกตน
จนกระทั่งเห็นชายร่างอวบคนหนึ่งวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา จึงพลันเข้าใจ
จางซวี!
เจ้าหมอนี่คงไม่อยากเปิดเผยฐานะของตน จึงเรียกเขาว่า “คุณชายหลิว”
จางซวีวิ่งเหยาะ ๆ มาตลอดทาง กว่าจะมาถึงตรงหน้าอวิ๋นเจิงก็หอบจนแทบพูดไม่ออก
อวิ๋นเจิงพลิกกายลงจากม้าอย่างรวดเร็ว แล้วหยอกเย้าว่า “วิ่งแค่นี้ก็หอบเสียแล้ว เจ้านี่อ่อนแอกว่าข้าอีกนะ!”
“ข้าชื่อจางซวี ย่อมต้องอ่อนแออยู่แล้ว!”
จางซวีหัวเราะคิกคัก ก่อนจะขยิบตาแล้วถามว่า “เจ้ามาชมขบวนเรือบุปผาหรือ?”
“ขบวนเรือบุปผา?”
อวิ๋นเจิงทำหน้าฉงน “ขบวนเรือบุปผาอะไร?”
“เจ้า...ไม่รู้หรือ?” จางซวีประหลาดใจ ก่อนจะอธิบายให้อวิ๋นเจิงฟัง
ขบวนเรือบุปผานี้แทบจะกลายเป็นเทศกาลประจำของนครหลวงไปแล้ว
ทุกเดือนในช่วงเวลานี้ หอนางโลมใหญ่ทั้งหลายในนครหลวงจะเช่าเรือสำราญ แล้วให้หญิงคณิกาของตนขึ้นเรือทั้งหมด ล่องขบวนไปตามแม่น้ำอันชาง เพื่อแสดงความสามารถของหอให้ผู้คนริมฝั่งได้ชม อีกทั้งยังเป็นการประชันความงามกันระหว่างหอนางโลมด้วยกัน
ฟังคำของจางซวีจบ อวิ๋นเจิงก็เข้าใจขึ้นมาทันที
นี่มิใช่การโฆษณาหรอกหรือ?
มิน่าเล่า วันนี้แม่น้ำอันชางจึงคึกคักนัก!
“เช่นนั้นเจ้าก็มาชมขบวนเรือบุปผาด้วยหรือ?”
อวิ๋นเจิงถามยิ้ม ๆ
“แน่นอนว่าไม่ใช่!”
จางซวีกล่าวอย่างจริงจัง “ข้ามาทำธุระสำคัญ!”
ธุระสำคัญ?
อวิ๋นเจิงกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ “มาสำรวจความเป็นอยู่ของราษฎรหรือ?”
จางซวีมองอวิ๋นเจิงด้วยสายตาน้อยใจ “ในสายตาเจ้า ข้าทำธุระเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้หรือไร?”
“แล้วเจ้ามาทำธุระอะไร?”
