เมื่อถูกทั้งสองถาม อวิ๋นเจิงก็เกาศีรษะอย่างกระดากใจทันที
“ลูกเพียงมีเรื่องในใจบางอย่างอยากกราบทูลเสด็จพ่อ แต่เกรงว่าเสด็จพ่อจะอาลัยอาวรณ์ลูกจนเสียกิริยาต่อหน้าผู้คน จึง...”
“เราเข้าใจแล้ว!”
ฮ่องเต้เหวินตัดบทอวิ๋นเจิง “เช่นนั้นเราค่อยกลับไปอ่านในวัง!”
ได้ยินฮ่องเต้เหวินกล่าว อวิ๋นลี่พลันร้อนรนขึ้นมาในใจ
กลัวเสด็จพ่อเสียกิริยาอย่างนั้นหรือ?
นี่มิใช่กำลังบอกเขาชัดๆ หรอกหรือว่า กลัวเสด็จพ่อจะซ้อมองค์รัชทายาทอย่างเขาต่อหน้าผู้คน?
เรื่องในใจบ้าบออะไรกัน!
เนื้อหาในจดหมายเลือดฉบับนั้นต่างหาก!
เจ้าคนชั่วนี่กำลังจะไปอยู่แล้ว ยังคิดจะเล่นงานเขาอีก!
เขาอยากขัดขวาง แต่ฮ่องเต้เหวินรับปากแล้วว่าจะกลับไปอ่านในวัง เขาจึงไม่รู้ว่าจะขัดขวางอย่างไร
แต่หากปล่อยให้อวิ๋นเจิงจากไปอย่างราบรื่นเช่นนี้ เขาก็ไม่ยินยอมอยู่ดี!
ทำอย่างไรดี?
ยามนี้ควรทำอย่างไร?
เขาจะปล่อยให้เจ้าหกผู้เจ้าเล่ห์สมปรารถนาไม่ได้เด็ดขาด!
อวิ๋นลี่ครุ่นคิดหาทางรับมือจนแทบหมดปัญญา
ทว่าเวลานี้เขาลนลานเสียแล้ว คิดอย่างไรก็นึกวิธีดีๆ ไม่ออก
ด้วยความร้อนใจ อวิ๋นลี่จึงเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “เสด็จพ่อ ให้ลูกช่วยตรวจดูจดหมายฉบับนี้ดีหรือไม่?”
สิ้นเสียงอวิ๋นลี่ ฮ่องเต้เหวินก็ปรายตามองมา
“นี่เป็นจดหมายที่น้องหกเขียนถึงเรา เจ้ามาดูด้วยเหตุใด?”
แววตาของเขายังเจือความสงสัยอยู่หลายส่วน
“นี่...”
อวิ๋นลี่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มตอบว่า “ลูกเพียงอยากรู้ว่าน้องหกมีเรื่องในใจอันใดจะกราบทูลเสด็จพ่อ”
