จ้าวเลี่ยกล่าวว่าเตรียมสุราเลิศรสกับอาหารชั้นดีไว้แล้ว ทว่าความจริงก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก
สำหรับสามัญชนทั่วไป นับว่าเป็นงานเลี้ยงอันโอ่อ่าหรูหราอย่างยิ่งแล้ว
แต่เมื่อเทียบกับฐานะของอวิ๋นเจิงและจ้าวเลี่ย งานเลี้ยงต้อนรับครั้งนี้กลับดูเรียบง่ายไปสักหน่อย
ยังดีที่อวิ๋นเจิงนำทัพออกรบมานาน จึงมิได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้
เดิมทีในงานเลี้ยงต้อนรับ จ้าวเลี่ยตั้งใจให้อวิ๋นเจิงกับเมี่ยวอินนั่งประธาน
แต่อวิ๋นเจิงกลับเชิญจ้าวเลี่ยให้นั่งร่วมโต๊ะ ทั้งยังให้เขานั่งทางซ้ายของตน จนจ้าวเลี่ยรู้สึกเป็นเกียรติจนทำตัวไม่ถูก
อวิ๋นเจิงยกจอกสุราขึ้น กล่าวเสียงดังว่า “เปิ่นหวังเป็นคนที่นำทัพออกรบ ไม่ถนัดกล่าววาจาเกรงอกเกรงใจ! คำพูดไร้สาระ เปิ่นหวังขอไม่กล่าวแล้ว! ขอบคุณทุกท่านที่เดินทางมาไกลกว่าร้อยลี้เพื่อต้อนรับ เชิญทุกท่านดื่มจอกนี้กับเปิ่นหวังให้หมด!”
“ท่านอ๋อง เชิญพ่ะย่ะค่ะ!”
ทุกคนประคองจอกด้วยสองมือ แล้วดื่มสุราจนหมดจอก
อวิ๋นเจิงเองก็แหงนหน้าดื่มสุราในจอกจนหมด
“เฮ้อ...”
ขณะวางจอกสุราลง จู่ ๆ อวิ๋นเจิงก็ถอนหายใจอีกครั้ง
เสียงถอนหายใจนั้นทำให้ทุกคนพลันตึงเครียดขึ้นมา
จ้าวเลี่ยเองก็กระวนกระวายใจยิ่ง ลองหยั่งเชิงถามว่า “ท่านอ๋องถอนหายใจด้วยเหตุใดพ่ะย่ะค่ะ?”
“เปิ่นหวังเพียงทอดถอนใจเท่านั้น!”
อวิ๋นเจิงถอนหายใจอีกครั้ง “เจียวลู่เป็นแคว้นบรรณาการของต้าเฉียน ตลอดเส้นทางที่เปิ่นหวังเดินทางมา ดินแดนที่ผ่านมาส่วนใหญ่กลับยากจนข้นแค้น! เป็นเพราะต้าเฉียนในฐานะประเทศเจ้าผู้ครองดูแลได้ไม่ดีพอ!”
“ท่านอ๋องกล่าวหนักไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเลี่ยรีบยิ้มประจบ “ข้าน้อยละอายใจ เป็นข้าน้อยเองที่ปกครองเจียวลู่ได้ไม่ดี”
“ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้น!”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้าเบา ๆ “เป็นเพราะต้าเฉียนดูแลได้ไม่ดีจริง ๆ! ในสายตาเปิ่นหวัง เจียวลู่เป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ เพียงแต่ต้าเฉียนมิได้ส่งคนมาช่วยสั่งสอนราษฎรและถ่ายทอดวิชาความรู้ต่าง ๆ ปล่อยให้พวกเจ้าครอบครองผืนดินอันอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ แต่ราษฎรในแคว้นกลับยังยากจนข้นแค้น...”
