หลังรับประทานอาหารกลางวันที่จวนอ๋องเสร็จ ซู่จ้านก็กลับไปยังที่พักรับรอง
“มหาเสนาบดี เป็นอย่างไรบ้าง? อวิ๋นเจิงว่าอย่างไร?”
ทันทีที่ซู่จ้านก้าวเข้าประตู รองทูตก็เอ่ยถามอย่างร้อนใจ
“จะร้อนใจไปไย ฟ้ายังไม่ถล่มลงมาหรอก!”
ซู่จ้านถลึงตามองรองทูต ก่อนกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “นี่เป็นกลอุบายของอวิ๋นเจิง! กล่าวให้ถึงที่สุด เขาก็แค่อยากเรียกร้องผลประโยชน์จากพวกเรา!”
“หา?”
รองทูตตะลึงงัน
เรียกร้องผลประโยชน์หรือ?
อวิ๋นเจิงถึงกับใช้อำนาจแทนฮ่องเต้แล้ว ยังจะเรียกร้องผลประโยชน์จากซีฉวีอีกหรือ?
นี่...นี่ช่างไร้คุณธรรมเกินไปแล้วกระมัง?
ซู่จ้านส่ายหน้า ยิ้มเยาะ ก่อนกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “เจ้ายังไม่เข้าใจอวิ๋นเจิง คนผู้นี้เจ้าเล่ห์เพทุบายและไร้ยางอายอย่างยิ่ง! เขาไม่ปล่อยโอกาสที่จะฉกฉวยผลประโยชน์ไปแม้แต่ครั้งเดียว!”
“แล้วเขาต้องการผลประโยชน์อันใด?” รองทูตขมวดคิ้ว
ยามนี้ซีฉวีจะมีสิ่งใดมอบให้อวิ๋นเจิงได้อีก?
เงินทองสมบัติล้ำค่า หรือสตรีงาม?
“คนไร้ยางอายอย่างอวิ๋นเจิงต้องการผลประโยชน์มากมายเหลือเกิน!”
ซู่จ้านกดเสียงด่าทอ “เงินทองสมบัติล้ำค่า ที่ดิน เสบียงอาหาร ขอเพียงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อต้าเฉียน หรือทำให้ซีฉวีอ่อนแอลง เขาล้วนต้องการทั้งสิ้น!”
นี่คือหลักการที่ฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งเสีย!
บางทีอวิ๋นเจิงในยามนี้อาจมิได้ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้
เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อย
สิ่งที่เขาใส่ใจคือการใช้ข้อเรียกร้องผลประโยชน์บั่นทอนซีฉวี
เมื่อซีฉวีขาดแคลนเสบียงและเงินเดือนทหาร ความขัดแย้งระหว่างราษฎรกับผู้มีอำนาจทวีความรุนแรงขึ้น ยามนั้นย่อมเป็นเวลาที่อวิ๋นเจิงลงมือกับซีฉวี
