เพราะต้องขนเสบียงข้าวของที่ยึดมาได้ซึ่งชำรุดทรุดโทรมอยู่บ้าง อีกทั้งยังมีร่างของทหารที่พลีชีพกลับไปด้วย พวกเขาจึงเดินทางกลับค่ายใหญ่ของตนช้าลงเล็กน้อย
ผ่านไปราวห้าวัน พวกเขาจึงมองเห็นค่ายใหญ่ของตน
อวิ๋นเจิงและพวกยังไปไม่ถึงค่ายใหญ่ หวังชี่ก็พาคนวิ่งมาต้อนรับเสียก่อน
อวิ๋นเจิงนึกว่าหวังชี่มาร่วมแสดงความยินดีที่พวกเขาคว้าชัยกลับมา ทว่าหวังชี่เพิ่งเข้ามาใกล้ก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา “กราบทูลท่านอ๋อง ซั่วฟางส่งข่าวด่วนมา!”
“หืม?”
อวิ๋นเจิงประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนถามทันทีว่า “ส่งมาถึงเมื่อใด?”
“เพิ่งส่งมาถึงเมื่อวานนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
หวังชี่ตอบ “เดิมทีกระหม่อมคิดจะส่งคนไปยังค่ายใหญ่เป่ยหวนตั้งแต่เช้าวันนี้ แต่ได้รับข่าวว่าพระองค์จะเสด็จกลับค่ายในวันนี้ จึงอาศัยโอกาสต้อนรับพระองค์กับพี่น้องทั้งหลายที่กลับมาพร้อมชัยชนะ นำมาส่งด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นเจิงรับจดหมายมาแล้วแกะออกอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเนื้อหาในจดหมาย อวิ๋นเจิงแทบกระโดดขึ้นมาร้องว่า “สุดยอด!”
มารดามันเถอะ!
มิน่าเล่าซีเชียงถึงยอมเจรจาสงบศึกกับตน ทั้งยังยอมรับการแต่งเชื่อมสัมพันธ์กับองค์ชายสาม ที่แท้ก็วางแผนเช่นนี้นี่เอง!
บัดซบ!
กษัตริย์ซีเชียงช่างใจกล้านัก!
ถึงเพียงนี้แล้วยังกล้าเล่นแผนการเช่นนี้อีก!
ไม่กลัวว่าทุกอย่างจะผิดพลาดจนควบคุมไม่ได้หรือไร?
“เกิดอะไรขึ้น?”
เมี่ยวอินมองอวิ๋นเจิงอย่างเป็นห่วง พลางคิดในใจว่า หรือจะมีที่ใดต้องทำศึกอีกแล้ว?
“พวกเจ้าลองอ่านดู!”
อวิ๋นเจิงยื่นจดหมายในมือให้เมี่ยวอิน “จงเรียนรู้เอาไว้บ้าง! ซีเชียง...ไม่สิ บัดนี้ควรเรียกซีฉวีแล้ว! ครั้งนี้ซีฉวีสอนบทเรียนแก่พวกเราได้อย่างดีทีเดียว!”
