โหวซื่อไคมาถึงเร็วกว่าที่อวิ๋นเจิงคาดไว้เสียอีก
เที่ยงวันรุ่งขึ้น โหวซื่อไคก็มาถึงจวนอ๋องในจวิ้นซื่อฟาง
อวิ๋นเจิงเรียกโหวซื่อไคเข้าพบในห้องหนังสือของตน
“เจ้ามาได้รวดเร็วยิ่งนัก!”
อวิ๋นเจิงยิ้มมองโหวซื่อไค “ระหว่างทางคงลำบากไม่น้อยกระมัง?”
“พอไหว พอไหว!” โหวซื่อไครีบยิ้มประจบ “ท่านอ๋องมีรับสั่ง ข้าน้อยไม่กล้าชักช้า”
นับว่าลำบากไม่น้อยจริง ๆ
เขาควบม้าตลอดทางมาจากแถบซั่วฟาง
แม้ไม่ถึงกับเร่งด่วนวันละแปดร้อยลี้ แต่ก็เร่งม้าแทบสุดกำลัง
โชคดีที่อากาศยังหนาว เขาสวมเสื้อผ้าหนา มิฉะนั้นต้นขาคงเสียดสีจนถลอกปอกเปิก
“นั่งเถิด!”
อวิ๋นเจิงชี้ไปยังที่นั่งข้าง ๆ แล้วสั่งให้คนยกชามาให้โหวซื่อไค
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
โหวซื่อไคปลาบปลื้มจนทำตัวไม่ถูก กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อวิ๋นเจิงส่งสัญญาณให้สาวใช้ที่ชงชาถอยออกไป จากนั้นจึงหันไปมองโหวซื่อไค “เรื่องเร่งด่วน เปิ่นหวังจะไม่อ้อมค้อมกับเจ้าแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับตระกูลซูแห่งจวีผิงเป็นอย่างไร?”
ตระกูลซูแห่งจวีผิง?
โหวซื่อไคชะงักไปเล็กน้อย หลังครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบตามตรง “ข้าน้อยพอมีไมตรีกับตระกูลซูแห่งจวีผิงอยู่บ้าง แต่ไม่ได้นับว่าสนิทสนม…”
เดิมทีโหวซื่อไคเป็นชาวมู่โจว
จวีผิงตั้งอยู่ตรงรอยต่อของสามแคว้น ตระกูลโหวจึงมีการค้าขายกับตระกูลซูแห่งจวีผิงอยู่บ้าง
แม้แต่เสบียงที่เขาขนส่งไปซั่วเป่ยก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งก็ซื้อมาจากตระกูลซูแห่งจวีผิง ทว่าตอนที่ราคาเสบียงในด่านในสูงขึ้น ตระกูลซูแห่งจวีผิงกลับขายเสบียงไปไม่น้อย เขาจึงซื้อเสบียงจากอีกฝ่ายมาได้ไม่มากนัก
