เรื่องของถงอิงผ่านไปหลายวันแล้ว
อวิ๋นเจิงมิได้จมอยู่กับความรู้สึกผิดและความอาลัยต่อถงอิงตลอดเวลา
ถงอิงเดิมเป็นขุนพลขั้นสามชั้นรอง อวิ๋นเจิงจึงสั่งให้จัดพิธีฝังอย่างสมเกียรติด้วยยศขุนพลขั้นสาม และเดินทางไปแสดงความอาลัยถึงจวนถงด้วยตนเอง
หลังจากนั้น อวิ๋นเจิงก็สั่งให้เสิ่นควนกับหลี่เฉิงเข้าควบคุมค่ายทหารสองแห่งในเมืองเป็นการชั่วคราว
สองวันต่อมา ฉินลิ่วก่านนำทหารม้าเพียงห้าสิบนาย ควบมาถึงกานถังด้วยความเร็วสูงสุด
เมื่อทราบว่าฉินลิ่วก่านมาถึง อวิ๋นเจิงก็พาเมี่ยวอินออกจากจวนเจ้ามณฑลไปต้อนรับด้วยตนเอง
“คารวะกั๋วกงหรง!”
อวิ๋นเจิงลดท่าทีลง ประสานมือคารวะฉินลิ่วก่านก่อน
ฉินลิ่วก่านไม่กล่าววาจา เพียงสีหน้าบึ้งตึงขณะก้าวเข้ามา แล้วเตะอวิ๋นเจิงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เมี่ยวอินสีหน้าเปลี่ยน รีบยื่นขาออกไปเตะขาของฉินลิ่วก่านให้พ้น
“เคร้ง……”
ชั่วพริบตา องครักษ์ข้างกายอวิ๋นเจิงต่างชักดาบออกจากฝัก ราวกับเพียงรอคำสั่งจากอวิ๋นเจิง ก็พร้อมจะสังหารฉินลิ่วก่านกับพวกให้สิ้นซากในที่นั้น
เมื่อเห็นองครักษ์ของอวิ๋นเจิงชักดาบ ทหารม้าห้าสิบนายที่ติดตามมาก็ชักดาบตาม ต่างจับจ้ององครักษ์ของอวิ๋นเจิงอย่างระแวดระวัง
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศตึงเครียดราวกับพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ
อวิ๋นเจิงยกมือเป็นสัญญาณให้องครักษ์เก็บดาบ ก่อนมองฉินลิ่วก่านด้วยสายตาเย็นเยียบ “กั๋วกงหรง ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
ดูท่าข้างกายเจ้าคนพาลเฒ่านี่จะมีคนที่องค์ชายสามจัดวางไว้!
ถึงเวลาที่ควรระวังก็ต้องระวังให้ดี
“พวกเจ้าทุกคนเก็บดาบให้ข้า!”
ฉินลิ่วก่านหันกลับไปถลึงตาใส่ทหารม้าชั้นยอดทั้งห้าสิบนายด้านหลังอย่างดุดัน จากนั้นก็หันกลับมายิ้มให้อวิ๋นเจิง พลางกล่าวด้วยท่าทีประจบประแจงว่า “เจ้าหนุ่ม ทำเอาตกอกตกใจไปได้! ข้าไม่ได้พบเจ้ามานาน ก็แค่อยากลองดูว่าวิชายุทธ์ของเจ้าก้าวหน้าขึ้นหรือไม่ คิดไม่ถึงว่าพระชายารองของท่านอ๋องจะซ่อนฝีมือไว้ลึกล้ำถึงเพียงนี้!”
