กองทัพเผ่าหมานที่แตกพ่ายต่างหนีเตลิดอย่างไม่คิดชีวิต ส่วนอวิ๋นเจิงและพวกก็ไล่สังหารไล่ติดตามไปไม่หยุด
อวี๋ซื่อจงมิได้นำทัพเข้าบุกสังหาร หากคอยอยู่ภายใต้การคุ้มกันของกองรักษาธงใหญ่ ใช้กล้องส่องทางไกลกวาดตามองสถานการณ์ทั่วทั้งสนามรบ
เมื่อเห็นว่าทหารของตนไล่ตามไปไกลเกินควรแล้ว เขาจึงออกคำสั่งเสียงขรึมทันทีว่า “ลั่นฆ้องเรียกทัพกลับ!”
ไล่ตามต่อไปไม่ได้แล้ว!
หากยังไล่ต่อ พวกเขาคงไม่มีเวลาแม้แต่จะเก็บกวาดสนามรบ
“กัง! กัง! กัง!”
สิ้นคำสั่งของอวี๋ซื่อจง เสียงฆ้องทองแดงแหลมบาดหูก็ดังก้องไปทั่วสนามรบ
ทว่าบางคนไล่ตามไปไกลเกินไป จนไม่ได้ยินเสียงฆ้องเลย
อวี๋ซื่อจงจึงสั่งให้คนนำฆ้องเข้าไปในสนามรบ แล้วตีซ้ำอย่างต่อเนื่อง
หลังผ่านไปครึ่งชั่วยาม กองทัพทั้งหมดก็หยุดไล่ติดตาม และเริ่มเก็บกวาดสนามรบตามคำสั่งของอวี๋ซื่อจง
เวลาที่เหลือให้พวกเขาเก็บกวาดสนามรบมีไม่มาก อวี๋ซื่อจงจึงทำได้เพียงสั่งให้คนนำทหารที่บาดเจ็บและศพทหารฝ่ายตนกลับค่ายก่อน
ส่วนการเก็บกวาดสนามรบอย่างละเอียดและตรวจนับผลการรบ คงต้องรอถึงวันพรุ่งนี้
อวิ๋นเจิงมิได้ไปเก็บกวาดสนามรบ เพียงอาศัยความช่วยเหลือจากเมี่ยวอิน ใช้หิมะที่กองอยู่เช็ดคราบเลือดตามร่างกาย
บนพื้นมีหิมะเปื้อนเลือดกระจายอยู่ทั่ว หากต้องการหาหิมะสะอาดสักหน่อย ก็ต้องเดินไปไกลอีกเล็กน้อย
“ท่านอ๋อง!”
ขณะที่อวิ๋นเจิงกำลังเช็ดคราบเลือดบนร่าง อวี๋ซื่อจงก็ควบม้ามาหยุดข้างกาย
“มีเรื่องอันใด?”
อวิ๋นเจิงสะบัดเกล็ดหิมะออกจากกาย ก่อนลุกขึ้นยืน
อวี๋ซื่อจงกล่าวว่า “กระหม่อมเพิ่งทราบว่ายังมีเชลยเผ่าหมานอีกมาก กระหม่อมไม่ทราบว่าควรจัดการอย่างไร จึงมาขอคำชี้แนะจากท่านอ๋อง”
เชลยเผ่าหมานหรือ?
อวิ๋นเจิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเย็นชา “เก็บไว้สักหลายสิบคน พากลับไปสอบสวน ที่เหลือ... สังหารให้หมด!”
