นครหลวง
อวิ๋นลี่เพิ่งเป็นประธานในการประชุมขุนนางในท้องพระโรงเสร็จ ก็ประทับนั่งอยู่ในเกี้ยวด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
ตระกูลขุนนางและตระกูลใหญ่บัดซบพวกนั้น กล้าต่อกรกับราชสำนักจริง ๆ!
เขาเพิ่งหาเหตุปลดอำนาจบัญชาการทหารของแม่ทัพหลายคนที่มีชาติกำเนิดจากตระกูลขุนนางและตระกูลใหญ่ ก็เกิดเหตุโจรชุกชุมร้ายแรงขึ้นในหลายพื้นที่
โจรพวกนั้นไม่เพียงปล้นชิงทรัพย์สินไปทั่ว ยังกล้าบุกโจมตีที่ว่าการอีกด้วย
ที่ว่าการอำเภอแห่งหนึ่งถูกตีแตก แม้แต่เงินในคลังหลวงกับเสบียงในยุ้งฉางก็ถูกปล้นจนเกลี้ยง!
แม่ทัพที่ราชสำนักส่งไปยึดอำนาจบัญชาการทหารนำกำลังไปปราบโจรหลายครั้ง ทว่าล้วนคว้าน้ำเหลว
โจรพวกนั้นราวกับหยั่งรู้ฟ้าดิน ทุกครั้งล้วนล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของกองทัพราชสำนักอย่างแม่นยำ จนทำให้พวกเขาบุกไปเสียเปล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บัดนี้ แม่ทัพที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งไปหลายคนนั้นไม่กล้าเคลื่อนไหวบุ่มบ่ามอีกแล้ว
หากลงมืออีก เกรงว่าพวกเขาคงถูกซุ่มโจมตี!
อวิ๋นลี่มิใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าโจรที่กล่าวอ้างกันนั้นเป็นเช่นไร
จนถึงยามนี้ ที่กองทัพราชสำนักยังไม่ถูกซุ่มโจมตี ก็เพราะตระกูลขุนนางและตระกูลใหญ่ยังไม่คิดจะแตกหักกับราชสำนักอย่างสิ้นเชิง!
หากคิดจะแก้ปัญหาโจรชุกชุมที่ว่านั่น แท้จริงแล้วง่ายดายนัก
เพียงคืนตำแหน่งให้แม่ทัพเหล่านั้น โจรพวกนั้นก็จะหายไปทันที!
แต่หากเขาคืนตำแหน่งให้แม่ทัพเหล่านั้น ก็เท่ากับยอมอ่อนข้อให้ตระกูลขุนนางและตระกูลใหญ่
เรื่องนี้เขายอมไม่ได้เด็ดขาด!
ยามนี้เหล่าลิ่วยังมิได้ก่อกบฏ คนพวกนี้ก็กล้าใช้วิธีนี้กับเขาแล้ว
หากเหล่าลิ่วยกทัพก่อกบฏ พวกเขาจะให้เขาคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ช่วยจัดการเหล่าลิ่ว หรือขอร้องพวกเขาอย่าสร้างความวุ่นวายให้ราชสำนักหรือไม่?
