เสิ่นลั่วเยี่ยนยังคงรักษาคำพูด
ยามค่ำ เสิ่นลั่วเยี่ยนก็ย้ายกลับเข้ามาในห้องของอวิ๋นเจิงจนได้
นางเป็นพระชายาจิ้งเป่ยอ๋อง!
ไม่ว่าจะหลบเลี่ยงอย่างไร ด่านนี้ก็หนีไม่พ้น
ทว่าเสิ่นลั่วเยี่ยนกลับหอบผ้าห่มเข้ามาด้วย
พอเข้าประตูมา เสิ่นลั่วเยี่ยนก็เริ่มปูที่นอนกับพื้น
อวิ๋นเจิงเห็นแล้วถึงกับหน้าดำคล้ำ “พระชายา คราวนี้จะเล่นอะไรอีก?”
“ข้าบอกแล้วว่าข้ามีระดู”
เสิ่นลั่วเยี่ยนกะพริบตา “ท่านอ๋องกำลังจะยกทัพออกศึก ฝ่าบาทยังทรงเลือกวันมงคลให้ท่านเป็นพิเศษ หม่อมฉันไม่กล้าปล่อยให้ท่านอ๋องต้องแปดเปื้อนมลทิน หาไม่แล้วจะเป็นอัปมงคล”
บัดซบ!
เพื่อไม่ต้องนอนเตียงเดียวกับเขา สตรีนางนี้ช่างสรรหาเหตุผลได้สารพัดจริง ๆ
“พอแล้ว!”
อวิ๋นเจิงมองนางอย่างขบขัน “มานอนบนเตียงเถิด ข้าจะไม่แตะต้องเจ้า”
“พูดแล้วต้องรักษาคำ?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนพลันกระตือรือร้นขึ้นมา
“แน่นอน!”
อวิ๋นเจิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “อย่างไรเสียข้าก็สู้เจ้าไม่ได้ เจ้ายังกลัวอะไรอีก?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนเอียงศีรษะครุ่นคิด
อืม…
ดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน!
เมื่อคิดเช่นนี้ เสิ่นลั่วเยี่ยนจึงวางผ้าห่มไว้ข้างเตียง
ทว่าเสิ่นลั่วเยี่ยนมิได้ถอดเสื้อตัวนอก นางนอนทั้งชุดอยู่บนเตียงเช่นนั้น
อากาศยังไม่หนาว นอนเช่นนี้ก็นับว่าเหมาะสม
อวิ๋นเจิงมองเสิ่นลั่วเยี่ยนพลางยิ้มเย้า “ทางซั่วเป่ยเริ่มเย็นลงแล้ว หากเจ้าไปถึงซั่วเป่ยแล้วยังนอนเช่นนี้หรือ?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนส่งเสียงฮึ “ไปถึงซั่วเป่ยก็เพิ่มผ้าห่มอีกผืนสิ”
“เพิ่มแค่ผ้าห่มไม่พอ เจ้าต้องเพิ่มคนอีกคน”
