ยามฟ้ามืด เชลยที่อวิ๋นเจิงปล่อยตัวไปก็กลับถึงเมืองเว่ยเปียนในที่สุด
ทั้งยังนำจดหมายที่อวิ๋นเจิงเขียนด้วยตนเองมามอบให้ปันปู้
ปันปู้เปิดจดหมาย เพียงกวาดตามองคร่าว ๆ สีหน้าก็พลันหม่นคล้ำ
ไม่นาน ปันปู้ก็ถือจดหมายฉบับนั้นไปหาอู้เลี่ย
“ให้พวกเราใช้ม้าศึกสองพันตัวแลกศพเหล่านั้นหรือ?”
อู้เลี่ยมีสีหน้าหม่นคล้ำ เขาฟาดจดหมายในมือลงบนโต๊ะ กัดฟันคำรามเสียงต่ำ “อวิ๋นเจิงสารเลวนั่น โลภไม่น้อยเลย!”
ม้าศึกสองพันตัว สำหรับเป่ยหวนแล้วไม่นับว่าเป็นอะไร
แต่การมอบม้าศึกสองพันตัวให้คนต้าเฉียน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ตกลงพวกเราจะแลกหรือไม่แลก?”
ปันปู้ขมวดคิ้วกล่าว “ในจดหมายอวิ๋นเจิงเขียนไว้ชัดเจน หากภายในสิบวันยังไม่เห็นม้าศึก เขาจะส่งศพเหล่าวีรชนของพวกเราไปยังกองรักษาการณ์สุยหนิง แล้วแขวนศพไว้บนกำแพงเมืองกองรักษาการณ์สุยหนิง...”
“จะแขวนก็แขวนไป!”
อู้เลี่ยสีหน้าเย็นชา กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ถึงอย่างไรพวกเราเก็บศพเหล่านั้นไว้ก็ไร้ประโยชน์!”
ปันปู้ขมวดคิ้วแน่น ถอนใจกล่าว “องค์ชายใหญ่ กองทัพเราเพิ่งพ่ายแพ้ ขวัญกำลังใจก็ตกต่ำอยู่แล้ว หากอวิ๋นเจิงทำเช่นนั้นจริง เกรงว่าจะยิ่งส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของกองทัพเรา!”
เป่ยหวนกับต้าเฉียนไม่เหมือนกัน
ยามนี้ต้าเฉียนต้องตั้งรับ รอให้ถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าแล้วจึงค่อยเปิดศึกใหญ่
แต่เป่ยหวนต้องการบดขยี้กองทัพเป่ยฝู่ในฤดูหนาวนี้ ทำให้ต้าเฉียนหมดกำลังจะสู้ต่อเมื่อถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ เพื่อช่วงชิงเวลาให้เป่ยหวนและบรรเทาวิกฤตขาดแคลนเสบียง
ขอเพียงประคองไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า วิกฤตเสบียงของเป่ยหวนก็จะคลี่คลาย ม้าศึกก็ได้รับการเลี้ยงดูจนอ้วนพี
