การพบปะครั้งนี้กล่าวได้ว่าไม่ราบรื่นนัก
หากอวิ๋นเจิงไม่เอ่ยถึงเรื่องนโยบายเก็บภาษีที่ดินแทนการเก็บภาษีรายหัว การให้ตระกูลซูแห่งจวีผิงเพิ่มเสบียงบำรุงทัพเป็นสองเท่าก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ทว่าท่าทีแข็งกร้าวของอวิ๋นเจิงต่อเรื่องนโยบายดังกล่าว ทำให้ซูเฮ่อเหนียนอารมณ์ขุ่นมัวยิ่ง
ท้ายที่สุด ซูเฮ่อเหนียนสองพ่อลูกก็ขอตัวกลับโดยไม่ได้กินแม้แต่มื้อเย็น
“คราวนี้พอใจแล้วหรือยัง?”
ทันทีที่ออกจากจวนเจ้ามณฑล ซูเฮ่อเหนียนก็ระบายโทสะใส่บุตรชาย
ซูหวยหย่วนเองก็อารมณ์ไม่ดีนัก
เมื่อเผชิญกับโทสะของบิดา เขาก็ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เรื่องนโยบายเก็บภาษีที่ดินแทนการเก็บภาษีรายหัวนี่ก็ไม่ใช่ข้าคิดขึ้นมาเสียหน่อย! ท่านโมโหถึงเพียงนี้ เหตุใดเมื่อครู่ไม่ไประบายใส่อวิ๋นเจิงเล่า?”
“เจ้า...”
ซูเฮ่อเหนียนโกรธจนแทบขาดสติ ยกฝ่ามือขึ้นหมายจะฟาดหน้าซูหวยหย่วน
แต่หลังลังเลอยู่นาน ฝ่ามือของซูเฮ่อเหนียนก็ยังไม่ฟาดลงไป
เรื่องราวกลายเป็นเช่นนี้แล้ว ต่อให้สองพ่อลูกทะเลาะกันอยู่ที่นี่ก็ไร้ประโยชน์
สิ่งสำคัญเร่งด่วนคือกลับจวีผิงให้เร็วที่สุด แล้วแจ้งข่าวเรื่องระบบภาษีแบบใหม่แก่คนในตระกูล ให้ทุกคนร่วมกันหารือหาทางรับมือ ว่าควรทำเช่นไร
ระบบภาษีใหม่นี้ส่งผลกระทบต่อตระกูลใหญ่ที่มีที่ดินมากอย่างตระกูลซูแห่งจวีผิงอย่างยิ่ง
หากระบบภาษีใหม่นี้ถูกนำมาใช้อย่างราบรื่น ผลประโยชน์ของพวกเขาย่อมเสียหายอย่างหนัก
ซูเฮ่อเหนียนลดมือลงอย่างไม่เต็มใจ ใบหน้าเย็นชา ขณะนั่งอยู่ในรถม้า
“ท่านคิดว่าพวกเราควรรับมือเรื่องนโยบายเก็บภาษีที่ดินแทนการเก็บภาษีรายหัวอย่างไร?”
ซูเฮ่อเหนียนข่มโทสะในใจ ก่อนเอ่ยถามบุตรชาย
“เฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อนเถิด!”
โทสะในใจซูหวยหย่วนคลายลงเล็กน้อย เขาถอนใจแล้วกล่าวว่า “หากอวิ๋นเจิงฝืนผลักดันระบบภาษีใหม่นี้ ย่อมกระทบผลประโยชน์ของคนจำนวนมาก! ตระกูลซูของเราอย่าเพิ่งออกหน้าเป็นคนแรก จะได้ไม่ถูกอวิ๋นเจิงใช้เป็นตัวอย่างเชือดไก่ให้ลิงดู...”
