“น้องชาย เจ้าว่า...ท่านพ่อจะทุบตีข้าหรือไม่?”
ระหว่างทางมุ่งหน้าสู่ซั่วฟาง ฉินชีหู่เอ่ยถามอวิ๋นเจิงอย่างกระวนกระวายใจอยู่บ้าง
พวกเขาได้รับข่าวที่เย่จื่อส่งคนมาบอกแล้ว
นอกจากเย่จื่อจะแจ้งว่าฮ่องเต้เหวินและคณะเดินทางเข้าสู่ฟู่โจวแล้ว ยังส่งจดหมายขอความช่วยเหลือของจางซวีมาให้อีกฉบับ
จางซวีถูกปั่นหัวจนแทบเอาชีวิตไม่รอดอยู่ในเมืองหลวง บัดนี้กำลังหาทางพาครอบครัวหลบหนีออกจากเมืองหลวง
ก่อนออกเดินทาง พวกเขาได้ส่งเมี่ยวอินนำหน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณไปช่วยรับตัวจางซวีแล้ว
บังเอิญว่าเมี่ยวอินเองก็ไม่อยากพบฮ่องเต้เหวินเช่นกัน
ในจดหมาย เย่จื่อแจ้งว่าคราวนี้ฮ่องเต้เหวินเสด็จตรวจการจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ พร้อมพาฉินลิ่วก่านมาด้วย
เมื่อนึกว่าอีกไม่นานก็จะได้พบพ่อบังเกิดเกล้า ฉินชีหู่ก็รู้สึกใจฝ่อขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ยามนี้ฉินชีหู่หาได้มีท่วงท่าองอาจสมเป็นขุนพลผู้เก่งกาจอันดับสองแห่งต้าเฉียนไม่
“เขามีสิทธิ์อะไรจะทุบตีเจ้า?”
อวิ๋นเจิงแย้มยิ้ม “เจ้าสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ให้ต้าเฉียน เขายินดีแทบไม่ทัน แล้วจะทุบตีเจ้าได้อย่างไร?”
“ก็จริง! เขามีสิทธิ์อะไรจะทุบตีข้า?”
ฉินชีหู่เชิดคอขึ้น ท่าทางฮึกเหิมกำลังจะกลับมา ทว่าจู่ ๆ ก็เหมือนลูกหนังที่ลมรั่ว เขากล่าวอย่างขมขื่นว่า “ก็เพราะเขาเป็นพ่อข้าน่ะสิ...แค่ข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว!”
“...”
อวิ๋นเจิงถึงกับพูดไม่ออก
คำพูดนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดจริง ๆ!
เขาหาคำโต้แย้งไม่ได้เลย
“เจ้ากลัวท่านพ่อถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนมองฉินชีหู่ด้วยรอยยิ้ม “เจ้าลองเรียนแบบอวิ๋นเจิงดูสิ! ดูเขาเป็นตัวอย่าง เขาไม่กลัวเสด็จพ่อเลยสักนิด!”
