เมื่อสิ้นเสียงของอวิ๋นลี่ ถังซู่กับอีกสองคนก็พลันเผยสีหน้าขมขื่น
อวิ๋นลี่เองก็ฉลาดขึ้นแล้วในยามนี้
ไม่ฟังเหล่าขุนนางถกเถียงกันโดยตรงอีก
กลับให้พวกเขาไปหารือกับขุนนางคนสำคัญในราชสำนักก่อน
เฮ้อ!
ช่างชะตาอาภัพนัก!
ขุนนางผู้ช่วยราชการอย่างพวกเขาทั้งสาม ดูภายนอกช่างรุ่งโรจน์ไร้ขอบเขต ทว่าความขมขื่นเบื้องหลังมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้
แม้ในใจจะพร่ำบ่น แต่ทั้งสามก็ยังต้องหารือกับเหล่าขุนนางอย่างเลี่ยงไม่ได้
“หารือกันเบา ๆ อย่าส่งเสียงรบกวนความคิดของเรา!”
อวิ๋นลี่สั่งแล้วก็หลับตาพิงอยู่ตรงนั้น
พอหลับตาลง เขาก็ราวกับเห็นใบหน้ายิ้มยียวนของอวิ๋นเจิง
เลือนรางนัก เขาเห็นอวิ๋นเจิงยื่นมือมาหาตน
“พี่สาม ให้เงิน ให้เสบียง!”
คล้ายว่าเขายังได้ยินเสียงของอวิ๋นเจิงอีกด้วย
อวิ๋นลี่รีบส่ายศีรษะเบา ๆ ขับไล่ภาพเงาบัดซบนั้นออกจากห้วงความคิด
จากนั้นก็ถอนหายใจแผ่วเบาอีกครั้ง
บางคราเขาก็ไม่รู้ว่าตนทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทมาด้วยเหตุใดกันแน่
เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่จัดหาเงินและเสบียงให้เจ้าคนสารเลวนั่นหรือ?
เพื่อทนรับความขุ่นเคืองจากเจ้าคนสารเลวนั่นหรือ?
ทุกครั้งที่เจ้าคนสารเลวนั่นสร้างความยุ่งยากให้เขาและราชสำนัก เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า ใครอยากนั่งตำแหน่งนี้ก็เชิญมานั่งแทนเสีย
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยามเจ้าคนสารเลวสงบเสงี่ยม ตำแหน่งนี้นั่งแล้วสบายยิ่งนัก
เขาหลงใหลความรู้สึกที่ได้กุมอำนาจใหญ่หลวงและเป็นที่เกรงขามของผู้คน
ท้ายที่สุดเขาก็ยังตัดใจจากตำแหน่งนี้ไม่ลง!
แม้ในใจจะรู้แจ้งว่าอวิ๋นเจิงในยามนี้มิอาจควบคุมได้อีกต่อไป ต่อให้ตนรวบรวมทหารหนึ่งล้านนาย หากเปิดศึกขึ้นมา ตนก็หาได้มีโอกาสชนะมากนัก
