ท้ายที่สุด อวิ๋นเจิงก็พบสมุนไพรเหม็นจนได้
เมื่อทราบว่าเสิ่นเนี่ยนฉือป่วยหนักกะทันหัน เมี่ยวอินก็เอ่ยขอตามไปดูอาการด้วย
“เจ้าไปวุ่นวายด้วยเหตุใดอีก?”
ยามนี้เสิ่นลั่วเยี่ยนร้อนใจจนแทบทำสิ่งใดไม่ถูก พูดกับผู้ใดก็ล้วนมีสีหน้าไม่สบอารมณ์
เมี่ยวอินเข้าใจความรู้สึกของนาง จึงมิได้ใส่ใจท่าทีของนาง เพียงยิ้มตอบว่า “ข้ารู้วิชาแพทย์ อีกทั้งฝีมือของข้าน่าจะดีกว่าหมอส่วนใหญ่”
“เจ้ารู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ?”
อวิ๋นเจิงประหลาดใจ
เรื่องนี้เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ!
“เจ้ายังรู้วิชาแพทย์ได้ แล้วเหตุใดข้าจะรู้ไม่ได้?”
เมี่ยวอินเลิกคิ้วยิ้ม “อาจารย์ของข้ารอบรู้กว้างขวาง วิชาแพทย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น”
เอาเถิด!
มีอาจารย์ดี ๆ สักคนช่างเป็นเรื่องดียิ่ง!
อวิ๋นเจิงลอบทอดถอนใจ จากนั้นก็ไม่พูดมากอีก พาทุกคนออกเดินทางทันที
ลั่วอานยังอยู่ในเขตสุยโจว ห่างจากหุบเขาร้อยบุปผากว่าร้อยลี้
พวกเขากังวลอาการของเสิ่นเนี่ยนฉือ จึงควบม้าเร่งเดินทางตลอดทาง
ยามฟ้ามืดลง พวกเขาก็มาถึงลั่วอาน
ภายใต้การนำทางของหม่าซาน พวกเขามาถึงวัดร้างซึ่งคนสกุลเสิ่นใช้พักพิงชั่วคราว
แม้ฮูหยินเสิ่นจะเป็นห่วงอาการของหลานสาวตัวน้อย แต่ก็ยังคิดอ่านรอบคอบ
บัดนี้พวกเขาออกนอกเส้นทางที่นางกราบทูลฮ่องเต้เหวินไปแล้ว
นางไม่กล้าเข้าเมืองอย่างเอิกเกริกนัก เกรงว่าผู้มีเจตนาแอบแฝงจะพบเห็นแล้วนำความไปกราบทูลฮ่องเต้เหวิน จนเกิดเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็น
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพักพิงชั่วคราวอยู่ในวัดร้างนอกเมืองลั่วอานแห่งนี้
พวกเขาเพิ่งเข้าใกล้วัดร้าง ก็ได้ยินเสียงสะอื้นกลั้นไว้ดังเป็นระยะ
