กาลเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว หนึ่งเดือนก็ล่วงเลยไปแล้ว
ปีนี้ดูเหมือนเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าปีก่อน ๆ
อวิ๋นเจิงรู้สึกว่าตนแทบไม่ได้ทำอะไร เพียงออกรบไปครั้งหนึ่ง แล้วติดตามฮ่องเต้เหวินเดินทางไปทั่ว พอรู้ตัว อากาศก็เริ่มหนาวเย็นขึ้นอีกแล้ว
ฤดูหนาวกำลังจะมาเยือนอีกครา!
ยามเช้า อวิ๋นเจิงยังอ้อยอิ่งอยู่ในผ้าห่ม ไม่ยอมลุกขึ้น ทั้งยังทอดถอนใจถึงกาลเวลาที่ล่วงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ลุกขึ้นได้แล้ว!”
เมี่ยวอินเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ชางเอ๋อร์ลุกจากเตียงแล้ว ท่านพ่ออย่างเจ้ายังจะนอนต่ออีกหรือ?”
อวิ๋นเจิงไม่ใส่ใจ เอ่ยอย่างมีเหตุผลเต็มเปี่ยมว่า “ข้าทำงานมานานเพียงนี้ ขออ้อยอิ่งอยู่บนเตียงบ้างแล้วจะเป็นไรไป?”
ข้าทะลุมิติมาทั้งที ก็เพื่อเสวยสุข มิใช่มาเป็นวัวเป็นม้า!
“ได้ ๆ ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไรก็มีเหตุผลทั้งนั้น”
เมี่ยวอินเอ่ยอย่างจนใจ “เช่นนั้นก็นอนต่อให้สบายเถิด ข้าจะไปยกอาหารเช้ามาให้”
“ดีมาก ขอบใจพระชายา!”
อวิ๋นเจิงหัวเราะหึ ๆ จนได้รับสายตาค้อนอย่างมีเสน่ห์จากเมี่ยวอิน
อวิ๋นเจิงนอนห่มผ้าอยู่บนเตียง พลางครุ่นคิดเงียบ ๆ ว่าถึงเวลาควรไปสำนักศึกษาการทหารแล้วหรือไม่
อากาศเริ่มหนาวเช่นนี้ เป็นช่วงเหมาะแก่การแช่น้ำพุร้อนพอดี
อย่างไรเสีย เขาก็มีตำแหน่งเจ้าสำนักศึกษาการทหารติดตัวอยู่ ควรไปสอนคนเหล่านั้นเสียบ้าง
ถือโอกาสไปดูด้วยว่าพืชผลที่ปลูกไว้ข้างน้ำพุร้อนเติบโตเป็นอย่างไร
หากปลูกผักอะไรไว้บ้างในยามนี้ บางทีช่วงปีใหม่อาจได้กินผักสดก็เป็นได้!
คราวนี้ไปแล้ว เขาจะพักอยู่ที่ซั่วฟางเลย
คราวหน้าหากต้องไปสำนักศึกษาการทหาร ก็จะสะดวกขึ้นไม่น้อย
