ระหว่างที่อวิ๋นเจิงกับฉินผู่กำลังจำลองศึกบนกระดาน ฉินชีหู่กับเมี่ยวอินก็ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างเบื่อหน่าย
“น้องสะใภ้ท่านอ๋องเคยบอกเจ้าหรือไม่ว่า พวกเราจะยกทัพตีแคว้นอวี่เมื่อใด?”
ฉินชีหู่ว่างจนเบื่อ จึงลดเสียงถามเมี่ยวอิน
“คราวนี้เจ้ายังรบไม่หนำใจอีกหรือ?”
เมี่ยวอินปรายตามองฉินชีหู่
“แน่นอน!”
ฉินชีหู่ฉีกยิ้ม “ข้านึกว่าคราวนี้อย่างไรเสียพวกเราก็ต้องก่อความปั่นป่วนทั่วซีฉวีเสียอีก คิดไม่ถึงว่าเจ้าฉินผู่นี่จะรู้ความถึงเพียงนี้”
“เจ้าก็แค่กลัวใต้หล้าจะไม่วุ่นวาย” เมี่ยวอินเอ่ยอย่างจนใจ “ยุติศึกได้เร็วขึ้นไม่ดีหรือ?”
ฉินชีหู่หัวเราะหึ ๆ “ยุติศึกได้เร็วขึ้นย่อมเป็นเรื่องดี แต่ที่ข้ารบไม่หนำใจก็เป็นความจริง! ข้าเพียงคิดว่า คราวนี้พวกเรารบกับซีฉวีไม่เต็มที่ พอถึงคราวตีแคว้นอวี่คงได้ลงมืออย่างเต็มกำลัง”
ฉินชีหู่รู้ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นอวิ๋นเจิงหรือฮ่องเต้เหวิน ต่างก็เกลียดแคว้นอวี่เข้ากระดูกดำ
ยามตีซีฉวี แม้พวกเขาจะได้เปรียบอย่างเด็ดขาด แต่ก็ยังยั้งมืออยู่บ้าง
ทว่าครั้นบุกแคว้นอวี่ พวกเขาย่อมไม่ยั้งมือเป็นแน่
ถึงยามนั้น คงได้สังหารอย่างสะใจ!
“อย่าเพิ่งคิดเรื่องตีแคว้นอวี่เลย คิดเรื่องแคว้นหลีให้มากหน่อยเถิด!”
ครั้นเอ่ยถึงแคว้นหลี จิตสังหารก็พลันแผ่จากร่างเมี่ยวอิน
“ก็จริง”
ฉินชีหู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามอีกว่า “เช่นนั้นองค์ชายเคยบอกเจ้าหรือไม่ว่า สรุปแล้วพวกเราจะไปทางแคว้นหลีหรือไม่? ยามนี้ยังไม่สาย หากออกเดินทางไปในยามนี้ก็น่าจะยังทัน”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”
เมี่ยวอินค้อนฉินชีหู่ “หลายวันนี้ก็ไม่มีข่าวใหม่ส่งมา ไม่รู้ว่าทางแคว้นหลีเป็นอย่างไรบ้าง อวิ๋นเจิงคงรอให้ได้ข่าวเพิ่มเติมก่อนจึงค่อยตัดสินใจ!”
