โหลวชง
ภายในค่ายใหญ่เหนือที่เพิ่งสร้างขึ้น ฉินชีหู่นอนเอกเขนกอยู่ในกระโจมอย่างสบายอารมณ์ ปากยังคาบหญ้าไว้ก้านหนึ่ง
ไอ้พวกโง่เง่า!
ยังส่งคนมาเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนอีกหรือ?
ไม่รู้จริง ๆ ว่าใครมอบความมั่นใจให้พวกมัน
คิดไปคิดมา ฉินชีหู่ซึ่งนอนแล้วรู้สึกไม่สบายตัวเพราะเกราะทิ่มตำก็พลิกกายอีกครั้ง ในใจพลันขุ่นเคือง
ในเมื่อพวกโง่เง่านั่นมั่นใจนัก เหตุใดไม่รุกเข้ามาอีกเล่า?
รุกเข้ามาอีกหน่อยสิ!
ขอเพียงกองทัพศัตรูกล้ารุกเข้ามาอีกสองลี้ เขาจะนำทัพออกโจมตีทันที
“เฮ้อ...”
ฉินชีหู่ถอนหายใจ
เอาเข้าจริง บางครั้งเขาก็คิดว่าการนำทหารม้าเบาออกศึกไม่เลวเหมือนกัน
อย่างน้อยก็เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว!
กองทัพอาภรณ์โลหิตเก่งกาจก็จริง แต่บัดซบเอ๊ย พวกเขาล้วนเป็นทหารม้าหนักสวมเกราะทั้งนั้น!
กองทัพศัตรูอยู่ห่างจากพวกเขาเกินไป ต่อให้ควบม้าไปถึง ก็ยังต้องเปลี่ยนม้าจึงจะเข้ารบได้
แต่คราวนี้พวกเขาทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อ จึงมีม้าคนละตัวเท่านั้น ม้าศึกจำนวนไม่น้อยยังถูกทิ้งไว้ในเมืองโหลวชง
หากกองทัพศัตรูอยู่ห่างออกไปเกินไป เมื่อพวกเขาควบม้าไปถึง พลังรบก็จะลดลงมาก!
สิ่งที่เขาต้องการมิใช่เพียงเอาชนะกองทัพศัตรู แต่ยังต้องการกวาดล้างพวกมันให้สิ้นทั้งกองทัพ
ขณะที่ฉินชีหู่กำลังคิดฟุ้งซ่าน หลี่เฉิงก็เลิกม่านก้าวเข้ามาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
ฉินชีหู่สะดุ้งวาบ คว้าพลองหนามหมาป่าขึ้นมาในทันที กำลังจะลงมือก็พบว่าเป็นหลี่เฉิง
“เจ้า...”
“แม่ทัพฉิน กองทัพศัตรูรุกเข้ามาอีกห้าลี้ บัดนี้อยู่ห่างจากพวกเราไม่ถึงสองลี้แล้ว!”
หลี่เฉิงรายงานอย่างเร่งร้อน ก่อนที่ฉินชีหู่จะพูดจบ
