หนึ่งชั่วยามต่อมา อวิ๋นเจิงกับเหล่าแม่ทัพหารือแผนบุกก้งปู้จนได้ข้อสรุป
กองทัพจะนำเสบียงและสัมภาระจำเป็นเพียงเล็กน้อย มุ่งหน้าไปทางก้งปู้ก่อน
เมื่อเข้าใกล้ก้งปู้ในระยะหนึ่งร้อยลี้ ก็จะให้ทหารม้าของฉินชีหู่เป็นทัพหน้า ใช้ความเร็วสูงสุดจู่โจมถึงก้งปู้แล้วล้อมเมืองไว้ ตัดโอกาสที่อีกฝ่ายจะส่งคนมาขอความช่วยเหลือ
ทหารราบสองหมื่นนายในสังกัดเซียวติ้งอู่จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นปีกขวาของกองทัพ คอยจับตาทิศทางที่กองกำลังของหลัวปู้ตันเจิงประจำอยู่ อีกส่วนเป็นกำลังหลักในการตีเมือง
เจิงกวงนำกำลังหนึ่งหมื่นนายที่เสริมทัพจนครบแล้ว เป็นทัพซ้าย
อวิ๋นเจิงนำกองทหารองครักษ์กับทหารราบห้าพันนาย เป็นทัพกลาง
กำลังหกพันนายในสังกัดเซียวจี้อันจะอยู่รักษาเมืองหมางชื่อ รับหน้าที่เฝ้าคุมและจัดระเบียบเชลยศึก
เกรงว่าเซียวจี้อันจะยังมีประสบการณ์ไม่พอ อวิ๋นเจิงจึงคัดหัวหน้าหน่วยเล็กสองคนจากกองทหารองครักษ์ของตนไปช่วยเขา
หากจำเป็น เซียวจี้อันต้องนำกำลังในสังกัดและเชลยเหล่านั้นส่งเสบียงให้กองทัพที่อยู่ด้านหน้า เมื่อถึงคราวต้องให้พวกเขาเข้าช่วย ต่อให้จัดระเบียบกำลังได้เรียบร้อยเพียงใด ก็ต้องยกกำลังออกไปทั้งสิ้น
ผู่หวังเป็นรองแม่ทัพของเซียวติ้งอู่ ส่วนก้งปาจา บุตรชายของเขา เป็นรองแม่ทัพในสังกัดฉินชีหู่
ทุกกองทัพจะพักฟื้นสองวัน และเร่งทำเสบียงแห้งให้ทันเวลา
พวกเขาจำต้องเคลื่อนทัพอย่างรวดเร็ว จึงไม่อาจนำเสบียงไปมากนัก
แต่ขอเพียงตีเมืองก้งปู้ได้ เรื่องเสบียงก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
เมื่อกำหนดแผนบุกเรียบร้อย อวิ๋นเจิงก็ให้เหล่าแม่ทัพแยกย้ายไปเตรียมการ
