ยามพลบค่ำ คนที่มาส่งคำสั่งให้ผู่หวังถูกพาตัวมายังหมางชื่อ
เพราะอวิ๋นเจิงกำชับไว้ล่วงหน้า ตอนถูกพาตัวมา ชายผู้นั้นจึงถูกปิดตา
อวิ๋นเจิงสั่งให้คนนำตัวเขาไปขังไว้ในคุกใต้ดินก่อน จากนั้นจึงสั่งหลินจี้ว่า “ไปถามพวกหน่วยสอดแนมที ระหว่างคุมตัวคนผู้นี้กลับมา พวกเขาได้บอกเรื่องที่ผู่หวังยอมจำนนแก่เขาหรือไม่”
“กระหม่อมถามมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลินจี้กล่าวอย่างกลัดกลุ้มว่า “ตอนพวกหน่วยสอดแนมจับตัวพวกเขา ไม่ได้รอบคอบเหมือนท่านอ๋อง เผลอปากไว บอกเรื่องนี้ออกไปเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”
“...”
ใบหน้าอวิ๋นเจิงกระตุกเล็กน้อย ในใจพลันรู้สึกราวกับมีฝูงอัลปากาวิ่งผ่านไปนับหมื่นตัว
อุตส่าห์ยังคิดอยู่ว่าจะเกลี้ยกล่อมคนผู้นี้ให้ยอมจำนนอย่างไร!
พวกหน่วยสอดแนมบอกเรื่องนี้ออกไปหมดแล้ว ยามนี้จะปล่อยตัวเขาไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?
หากคนผู้นี้แสร้งยอมจำนน แล้วหันไปขายผู่หวังเสีย ครอบครัวของผู่หวังก็จะตกอยู่ในอันตราย
ช่างเถิด!
คราวนี้ไม่ต้องกังวลแล้ว!
ไม่ต้องคิดหาวิธีเกลี้ยกล่อมคนผู้นี้อีก
เห็นท่าทางของอวิ๋นเจิง หลินจี้ก็กล่าวอย่างเดือดดาลว่า “ไอ้สารเลวพวกนั้นทำแผนการใหญ่ของท่านอ๋องเสียหาย กระหม่อมจะไปจัดการพวกมันเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
กล่าวจบ หลินจี้ก็ทำท่าจะหันไปจัดการคน
“หยุด!”
อวิ๋นเจิงเรียกหลินจี้ไว้ “ช่างเถิด! ค่อยเตือนพวกหน่วยสอดแนมทีหลังว่า เมื่อจับทหารข้าศึกได้ อย่าพูดมาก พวกเขามีไว้ใช้หูและตา ไม่ใช่ปาก!”
คนเหล่านั้นเป็นเพียงหน่วยสอดแนม
พวกเขาจะคิดรอบด้านถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?
บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องตำหนิคนใต้บังคับบัญชาจนเกินไป
อย่างไรเสีย เขาก็ไม่ได้กำชับพวกหน่วยสอดแนมไว้ก่อนว่าอย่าพูดมาก
