บรรยากาศในงานเลี้ยงครั้งนี้ชวนให้รู้สึกประหลาดยิ่งนัก
มีโต๊ะอยู่ทั้งหมดสองตัว
อวิ๋นเจิง ทัวฮวน จี้หร่าน และเว่ยอวี๋นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน
ส่วนขุนนางที่ไม่มีครอบครัวหรือคนสนิทถูกจับตัวมาด้วย นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง
ไม่ไกลจากพวกเขา มีกลุ่มคนคุกเข่าอยู่ ทั้งร่างสั่นเทาไม่หยุด
ต้องกินอาหารท่ามกลางบรรยากาศประหลาดเช่นนี้ ต่อให้อาหารเลิศรสเพียงใด ขุนนางเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากอาหารแม้แต่น้อย
ทุกคนต่างขบคิดอย่างหนักว่าอวิ๋นเจิงคิดจะทำอะไรกันแน่
ตรงกันข้าม อวิ๋นเจิงกับอีกสามคนกลับพูดคุยหัวเราะกันอย่างออกรส
ทว่าที่คุยกันล้วนเป็นเรื่องไม่สำคัญ
แม้ในหมู่คนเหล่านี้จะมีขุนนางเจนจัดในวงการอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่อาจคาดเดาเจตนาที่แท้จริงของอวิ๋นเจิงจากเรื่องที่พวกเขาสนทนากันได้
หางตาของอวิ๋นเจิงเหลือบมองคนบนโต๊ะที่นั่งกระสับกระส่าย แววขบขันวาบผ่านดวงตาอย่างเงียบงัน
ไม่รู้จริง ๆ ว่าคนเหล่านี้คิดอย่างไร
ไม่กล้าปะทะกับเขาตรง ๆ แล้วยังจะหาเรื่องให้เขาขุ่นเคืองอีกหรือ?
คงต้องสมองเลอะเลือนมานานนับสิบปี ถึงจะทำเรื่องเช่นนี้ได้!
หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำ อวิ๋นเจิงก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น
เมื่อเห็นอวิ๋นเจิงลุกขึ้น คนที่นั่งอยู่ต่างพากันลุกตาม
“นั่งลง นั่งลงเถิด!”
อวิ๋นเจิงยกมือกดลงเบา ๆ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เปิ่นหวังดูออกแล้วว่าเมื่อเปิ่นหวังอยู่ที่นี่ ทุกคนล้วนวางตัวไม่ถูก ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เปิ่นหวังจะไปจัดการธุระสักหน่อย ให้ทัวฮวนกับใต้เท้าจี้และท่านอื่น ๆ อยู่เป็นเพื่อนทุกท่านให้ดี!”
กล่าวจบ อวิ๋นเจิงก็ทำท่าจะจากไป
