หลายวันต่อมา ในที่สุดอวิ๋นเจิงและคณะก็มาถึงค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุย
ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางมาถึง อวี๋ซื่อจงได้นำทัพกลับมายังค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุยแล้ว ส่วนกองกำลังอื่น ๆ ซึ่งได้รับคำสั่งจากอวิ๋นเจิงก็กำลังทยอยมารวมพลที่นี่
ไม่ได้มาที่นี่เสียนาน ค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุยเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง
บัดนี้ ค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุยกล่าวได้ว่าเป็นค่ายทหารที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว
ที่นี่ไม่เพียงมีลานฝึกกว้างขวาง ยังมีเรือนพักทหารถาวร หากสร้างกำแพงเมืองอันแข็งแกร่งขึ้นอีก ก็จะกลายเป็นป้อมปราการทหารถาวรได้อย่างสมบูรณ์
ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุยราว 50 ลี้ ยังมีค่ายชั่วคราวอีกสองแห่ง จุดประสงค์หลักคือใช้ฝึกทัพกุยอี้
อวิ๋นเจิงเห็นหวังชี่ซึ่งหายจากบาดแผลและกลับมาแล้วในหมู่ผู้คนที่มาต้อนรับตั้งแต่แรกเห็น
“บาดแผลบนร่างหายดีแล้วหรือ?”
อวิ๋นเจิงก้าวเข้าไปทักทายหวังชี่
“ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใยพ่ะย่ะค่ะ บาดแผลของกระหม่อมหายสนิทแล้ว!”
กล่าวจบ หวังชี่ก็ทุบอกตนเองเบา ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าบัดนี้ร่างกายแข็งแรงดี
“ดี!”
อวิ๋นเจิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนเอ่ยกับทุกคนว่า “อย่ามายืนอออยู่ตรงนี้ พาพวกเราเดินชมค่ายก่อนเถิด ข้าเห็นว่าค่ายใหญ่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เหล่าแม่ทัพรับคำสั่ง
อวิ๋นเจิงเดินตรวจค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุยไปพร้อมกับอวี๋ซื่อจงและคนอื่น ๆ พลางสอบถามสถานการณ์ของที่นี่
ยามนี้ ค่ายใหญ่ภูเขาเยี่ยนหุยมีกองทหารม้า 15,000 นาย ทหารราบหนัก 10,000 นาย กองทัพอาภรณ์โลหิต 3,000 นาย และทหารเกณฑ์อีก 5,000 นาย
ทหารเกณฑ์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำนา หน้าที่หลักคือซ่อมแซมและสร้างเครื่องจักรศึก บางครั้งยังรับผิดชอบคุ้มกันเสบียงด้วย
