ภายใต้การซักถามของอวิ๋นเจิง เจียเหยาก็หวนรำลึกถึงเรื่องราวอีกครั้ง
นางเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ ยามเริ่มต้นเช็ดตัวให้อวิ๋นเจิง นางยังรู้สึกเขินอายอยู่มาก
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตระหว่างนางกับอวิ๋นเจิง ความขัดเขินก็คลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องสนิทสนมหวานชื่นระหว่างนางกับอวิ๋นเจิงก็มิใช่น้อย
ทั้งสองแทบจะเหลือเพียงถอดเสื้อผ้าออกแล้วเปิดอกเผยกายต่อกันเท่านั้น
เมื่อคิดเช่นนี้ ความเขินอายของเจียเหยาก็ค่อยๆ จางหาย นางเริ่มช่วยอวิ๋นเจิงถอดเสื้อผ้า
ทว่านางเพิ่งโน้มกายลง อวิ๋นเจิงก็โอบกอดนางไว้ทั้งที่ยังสะลึมสะลือ
แม้สติสัมปชัญญะจะเลือนราง ร่างกายของอวิ๋นเจิงกลับซื่อตรงยิ่งนัก
มือซุกซนคู่นั้นยิ่งลูบไล้ไปทั่วร่างของเจียเหยา
“อย่าขยับซี้ซั้ว!”
เจียเหยาดึงมือของอวิ๋นเจิงที่พยายามสอดเข้าไปในเสื้อผ้าของตนกลับมา แล้วต่อว่าอย่างขุ่นเขิน “เจ้าช่างเป็นคนเจ้าชู้เสียจริง! เมามายถึงเพียงนี้แล้ว มือก็ยังไม่อยู่นิ่ง!”
“ฮึ ๆ เรื่องกินกับเรื่องกาม...เป็นธรรมชาติของมนุษย์!”
แม้มือของอวิ๋นเจิงจะถูกดึงออกมาแล้ว แต่ก็ยังซุกซนไม่เลิก เขาคว้ามือเจียเหยามากอดไว้
การกระทำเช่นนี้ทำให้เจียเหยาที่ตั้งใจจะเช็ดตัวให้เขาจนปัญญาอยู่บ้าง
เจียเหยามองอวิ๋นเจิงทั้งโกรธทั้งขำ “เจ้าชอบกล่าวหาว่าข้าได้คืบจะเอาศอก แล้วตัวเจ้าเองมิใช่หรือที่ได้คืบจะเอาศอก?”
“ข้าเปล่าเสียหน่อย”
ดวงตาของอวิ๋นเจิงแทบจะหรี่เป็นเส้น เขาตอบไม่ตรงคำถามว่า “เจ้าคิดอยู่เสมอว่าข้ากำลังกดขี่เป่ยหวน ทำให้เป่ยหวนอ่อนแอลง ที่จริงเมื่อก่อนข้าย่อมมีความคิดเช่นนั้นอยู่บ้าง แต่บัดนี้ข้าทำเพื่อเป่ยหวนจริงๆ...”
