หลายวันต่อมา อวิ๋นเจิงก็มาถึงจวีผิง
สองวันก่อน เขาได้รับจดหมายจากอวิ๋นถิงพี่สี่ ซึ่งส่งคนมานัดพบกันที่จวีผิง
ครั้นเขาพาเมี่ยวอินมาถึงที่ว่าการจวีผิง จึงพบว่าพี่รองกับพี่ห้าก็อยู่ที่นี่ด้วย
“คารวะองค์ชายหก!”
เมื่ออวิ๋นเจิงก้าวเข้ามา บ่าวรับใช้และองครักษ์ของทั้งสามก็รีบค้อมกายคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธี!”
อวิ๋นเจิงโบกมือ ก่อนประสานมือคำนับอวิ๋นถิงทั้งสามคน “คารวะพี่ชายทั้งสาม”
แม้พวกเขาจะหาได้มีความรักใคร่ปรองดองฉันพี่น้องไม่ แต่ธรรมเนียมต่อหน้าผู้คนก็ยังต้องรักษาไว้
“เหล่าลิ่ว ในที่สุดเจ้าก็มาถึงเสียที!”
“น้องหก พี่สี่คิดถึงเจ้าแทบขาดใจ!”
“นี่คงเป็นน้องสะใภ้เมี่ยวอินสินะ? สมแล้วที่เป็นโฉมงามหนึ่งในหมื่น น้องหกช่างมีวาสนาดีนัก!”
ทั้งสามลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนเดินยิ้มแย้มเข้ามาต้อนรับ
ความกระตือรือร้นนั้นทำให้อวิ๋นเจิงถึงกับทำตัวไม่ถูก
อวิ๋นเจิงได้สติกลับมา จึงทักทายพอเป็นพิธีสองสามคำ แล้วแนะนำเมี่ยวอินให้ทั้งสามรู้จัก และแนะนำพวกเขาให้เมี่ยวอินรู้จักเช่นกัน
ในเวลาเดียวกัน สายตาของอวิ๋นเจิงก็เหลือบมองไปมา
มารดามันเถอะ เหตุใดถึงไม่เห็นของกำนัลเลย?
พวกเขาอุตส่าห์เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ กลับไม่เอาของกำนัลติดมือมาสักชิ้น!
ขี้เหนียวเกินไปแล้วกระมัง?
อย่างน้อยก็แสดงน้ำใจสักหน่อยสิ!
แม้แต่มารยาทพื้นฐานก็ไม่มี!
“หม่อมฉันคารวะองค์ชายทั้งสาม”
แม้เมี่ยวอินจะไม่ใคร่เต็มใจนัก แต่นางก็ยังไว้หน้าอวิ๋นเจิงอย่างเต็มที่
“พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน น้องสะใภ้ไม่ต้องมากพิธี”
อวิ๋นถิงโบกมือซ้ำ ๆ ก่อนส่ายหน้าไปมาพลางทอดถอนใจ “วันนี้ได้เห็นโฉมงามสะคราญจนตะลึงเช่นนี้ พี่ถึงได้รู้ว่าผู้กล้าคู่ควรกับหญิงงามเป็นเช่นไร!”
