“แปลกหรือ?”
อวิ๋นเจิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แปลกอย่างไร?”
หน่วยสอดแนมตอบว่า “ทั่วทั้งเผ่านี้มีแสงสว่างอยู่ทุกแห่ง มองจากไกล ๆ เห็นผู้คนมากมาย แต่กลับไม่มีความวุ่นวายแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ...”
ไม่มีความวุ่นวายแม้แต่น้อยหรือ?
เช่นนี้นับว่าแปลกอยู่บ้างจริง ๆ!
ตามหลักแล้ว กองทัพของพวกเขาบุกเข้ามา กำลังหลักของเจียเหยาก็พ่ายถอยไปแล้ว ยามนี้ผู้คนในเผ่าเหล่านี้ควรตื่นตระหนกจนแทบสิ้นสติ และควรอพยพยามค่ำคืนมิใช่หรือ?
นี่มันเรื่องอันใดกัน?
หรือจะเป็นกับดักของกองทัพศัตรู?
หรือจงใจสร้างภาพลวงตา?
หรือว่าคนในเผ่านี้ยังไม่รู้ว่าทหารรักษาการณ์ในระเบียงโม่ตงพ่ายแพ้แล้ว?
อวิ๋นเจิงครุ่นคิดเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสั่งให้หน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณออกไปตรวจสอบทันที ส่วนกองทัพของพวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนพลไปข้างหน้า พร้อมส่งหน่วยสอดแนมออกตรวจสอบในทุกทิศทาง
หนึ่งชั่วยามต่อมา โยวสือซานกลับมารายงาน “ท่านอ๋อง กองทัพศัตรูไม่ได้ซุ่มโจมตี แต่...”
เมื่อพูดถึงท้ายประโยค โยวสือซานกลับอ้ำอึ้งขึ้นมา
ราวกับมีเรื่องลำบากใจจะเอ่ย
“แต่อะไร?”
อวิ๋นเจิงมองอย่างงุนงง
อยู่ในสนามรบ ยังจะเล่นลิ้นพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ กับเขาอีกหรือ?
อยากโดนจัดการแล้วใช่ไหม?
โยวสือซานกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น “ข้าน้อยเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ท่านอ๋องไปดูด้วยพระองค์เองเถิดพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าน้อยยืนยันได้ว่ากองทัพศัตรูไม่ได้ซุ่มโจมตีแน่นอน!”
“หวังว่าจะมีเรื่องที่พูดยากจริง ๆ!”
อวิ๋นเจิงตักเตือนโยวสือซานด้วยสายตา ก่อนนำกองทัพมุ่งบุกจู่โจมเผ่านั้นทันที
