หลังจากฮ่องเต้เหวินและคณะจากไปได้ไม่นาน เจียเหยาก็ควบม้ามาหยุดตรงหน้าอวิ๋นเจิง
เจียเหยาพลิกตัวลงจากม้า พลางมองอวิ๋นเจิงด้วยรอยยิ้มสดใส “เป็นอย่างไรบ้าง ข้าไม่ได้ทำให้เจ้าเสียหน้าใช่หรือไม่?”
“ทำให้ข้าได้หน้าอย่างยิ่ง!”
อวิ๋นเจิงหัวเราะเสียงดัง “เมื่อครู่เสด็จพ่อยังตรัสอยู่เลยว่า กลับไปแล้วจะพระราชทานรางวัลให้เจ้า!”
รางวัลหรือ?
ดวงตาเจียเหยาเป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้ม “รางวัลที่เสด็จพ่อจะพระราชทานให้ข้า คงไม่ถูกเจ้าริบไปหรอกกระมัง?”
อวิ๋นเจิงยิ้มพลางหยอกเย้า “อ้อ พอมีรางวัลก็เรียกเสด็จพ่อ ไม่มีรางวัลก็เรียกเสด็จพ่อของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
ใบหน้างามของเจียเหยาแดงระเรื่อ นางแก้ตัวอย่างไร้น้ำหนัก “ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่ชินมิใช่หรือ?”
“อืม ๆ ข้าเชื่อ”
อวิ๋นเจิงหัวเราะเสียงดัง “ไปเถิด กลับไปค่อยว่ากัน! วางใจได้ รางวัลที่เสด็จพ่อพระราชทานให้เจ้า ข้ายังไม่เห็นอยู่ในสายตา”
“เช่นนี้ค่อยสมกับเป็นเจ้า!”
เจียเหยายิ้มอย่างพึงพอใจ
แม้นางจะไม่รู้ว่าฮ่องเต้เหวินจะพระราชทานสิ่งใดให้ แต่รางวัลจากฮ่องเต้เหวิน ต่อให้แย่เพียงใดก็ย่อมไม่ถึงกับไร้ค่า
สำหรับนาง ได้กำไรสักนิดก็ยังดี
นางไม่กล้าเทียบกับอวิ๋นเจิง
อวิ๋นเจิงมีอวิ๋นลี่เป็นเจ้าบื้อให้หลอกเอาเงินได้ตามใจ คราวละเป็นเงินหลายแสนตำลึง แค่คิดก็ชวนให้อิจฉาแล้ว
มีคำกล่าวว่า บางบ้านยินดี บางบ้านกลัดกลุ้ม
ระหว่างทางกลับจวนที่ประทับ สีหน้าของอวิ๋นลี่กับฮ่องเต้เหวินต่างไม่สู้ดีนัก
เดิมทีอวิ๋นลี่อยากถามฮ่องเต้เหวินว่าพูดคุยอะไรกับอวิ๋นเจิงบ้าง แต่เห็นสีพระพักตร์ไม่ปกติ จึงไม่กล้าเอ่ยปาก
เมื่อกลับถึงจวนที่ประทับ ฮ่องเต้เหวินก็เอนพระวรกายลงบนเตียงเพื่อพักผ่อน ก่อนจะให้ทุกคนออกไป เหลืออวิ๋นลี่ไว้ตามลำพัง
