อวิ๋นเจิงรู้สึกกลัดกลุ้มยิ่งนัก
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรขอบคุณบิดาบุตรตระกูลฉิน หรือด่าพวกเขาดี
จะด่าพวกเขาก็ไม่ถูก เพราะอีกฝ่ายมีเจตนาดี
ฉินชีหู่เป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพเสินอู่มาตั้งแต่ห้าปีก่อน หากมิใช่เพราะหวังดี มีหรือจะดึงดันขอมาเป็นรองแม่ทัพของเขา?
แต่หากจะขอบคุณพวกเขา ฉินชีหู่ติดตามตนมา ย่อมต้องก่อเรื่องให้ตนอีกแน่!
บัดซบ ชวนให้ปวดหัวจริง ๆ!
ก่อนจากไป ฉินชีหู่ยังกำชับอวิ๋นเจิงว่าอย่าแพร่งพรายเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันเด็ดขาด
ทั้งยังให้แจ้งเสิ่นลั่วเยี่ยนกับคนอื่น ๆ ว่าวันนี้ไม่เคยพบเขา
อวิ๋นเจิงมองส่งฉินชีหู่จากไป พลางลอบยิ้มขื่น
ช่างเถิด!
คราวนี้การประลองยุทธ์คงจำเป็นต้องชนะแล้ว!
หากแพ้ ฉินชีหู่ติดตามเขามาแล้ว ภายหน้าจะทำเรื่องบ้าบออันใดได้อีก!
ทว่า ฉินชีหู่ก็ไม่ได้บอกเนื้อหาการประลองยุทธ์อย่างละเอียด
เพราะฮ่องเต้เหวินก็ยังไม่ได้ตรัสเช่นกัน
ฮ่องเต้เหวินเพียงกำหนดให้มีการประลองยุทธ์ ส่วนจะประลองกันอย่างไรยังมิได้ประกาศ
ฉินชีหู่คาดว่าฮ่องเต้เหวินคงรอประกาศในวันประลอง
“ฉินชีหู่พูดอะไรกับเจ้า?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนเดินเคียงข้างอวิ๋นเจิง เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไร”
อวิ๋นเจิงโบกมือ “เขาได้ยินเรื่องการประลองยุทธ์ จึงถามว่าข้าต้องการให้ช่วยหรือไม่”
เสิ่นลั่วเยี่ยนมิได้สงสัย รีบถามต่อ “แล้วเจ้าตอบอย่างไร?”
“ข้าย่อมปฏิเสธอยู่แล้ว!”
อวิ๋นเจิงตอบอย่างจริงจัง “ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ พวกเราต้องอาศัยกำลังของตนเอง!”
“เช่นนี้จึงจะถูก!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
อวิ๋นเจิงเหลือบมองนาง พลางลอบหัวเราะในใจ
ที่จริงนางคิดอะไรเรียบง่ายหน่อยก็ดีเหมือนกัน
