วันที่ 8 เดือนสิบ หอเต๋ออี้
วันนี้เป็นวันที่ราชสำนักประกาศผลสอบ
แต่เช้าตรู่ บัณฑิตผู้เข้าสอบในหอเต๋ออี้ต่างเฝ้ารอประกาศผลจากราชสำนักอย่างใจจดใจจ่อ
หอเต๋ออี้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเมืองหลวง
แม้ทุกคนจะรู้ดีว่า ต่อให้อาศัยอยู่ในหอเต๋ออี้ก็ใช่ว่าจะสอบได้เป็นจอหงวน แต่หลายคนก็ยังอยากถือเคล็ด ยอมจ่ายเงินเพิ่มอีกสักหน่อยเพื่อพักที่นี่ ทั้งยังได้ลิ้มลองปลาจอหงวนซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของหอเต๋ออี้ด้วย
ฝั่งตรงข้ามหอเต๋ออี้ยังมีโรงเตี๊ยมอีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่าหอชุนเฟิง
ชื่อร้านทั้งสองเมื่อนำมาต่อกัน ก็กลายเป็น ‘ชุนเฟิงเต๋ออี้’ ซึ่งหมายถึงลมวสันต์พัดพาความภาคภูมิใจ
หอชุนเฟิงเคยมีผู้สอบได้จอหงวนถึงสองคน ทว่าหากเทียบชื่อเสียงแล้ว ยังห่างชั้นจากหอเต๋ออี้มากนัก
ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น เพียงลายมือของถังซู่ที่แขวนอยู่บนหอเต๋ออี้ ก็เพียงพอจะข่มหอชุนเฟิงได้แล้ว
บัดนี้ถังซู่ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย สูงส่งถึงขั้นขุนนางชั้นเอก ลายมือที่เขาเคยทิ้งไว้ในหอเต๋ออี้จึงกลายเป็นสมบัติคู่ร้านไปแล้ว
บนหอชุนเฟิง ฮ่องเต้เหวินกับฉินลิ่วก่านและคนอื่น ๆ ซึ่งปลอมตัวมา ได้เปิดห้องพักห้องหนึ่งที่หันหน้าสู่ถนน
“เจ้าว่าจอหงวนคราวนี้จะมาจากหอเต๋ออี้หรือหอชุนเฟิง?”
ฮ่องเต้เหวินยื่นหน้าออกไป มองถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนพลางถามฉินลิ่วก่าน
“ใครจะไปรู้เล่า?”
ฉินลิ่วก่านตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เหตุใดเจ้าถึงคิดว่าจอหงวนต้องมาจากหอชุนเฟิงหรือหอเต๋ออี้? เป็นคนจากที่อื่นไม่ได้หรือ? หากพูดเช่นนั้น ข้าคงต้องสงสัยแล้วว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลอยู่เบื้องหลัง”
ในเมืองหลวงมีโรงเตี๊ยมมากมายเพียงใด?
แม้ผู้เข้าสอบหน้าพระที่นั่งส่วนใหญ่จะพักอยู่ในโรงเตี๊ยมชื่อดังที่สุดสองแห่งนี้
