คนทั้งหลายดื่มสุรากันจนดึกดื่น
หลังพูดคุยธุระที่ควรพูดคุยกันเสร็จ ลู่ซิงก็ปฏิเสธคำรั้งของอวิ๋นเจิงกับพวกเขา ยืนกรานว่าจะกลับค่ายใหญ่เหนือ
เห็นเขายืนกรานเช่นนั้น อวิ๋นเจิงก็ไม่รั้งอีก “เอาเถิด เช่นนั้นข้ากับพระชายาจะไปส่งเจ้า”
“มิกล้ารบกวนท่านอ๋องกับพระชายา”
ลู่ซิงส่ายหน้ารัว ๆ กล่าวด้วยความหวาดหวั่น
“รบกวนอะไรกัน!”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้ายิ้ม “ยามนี้ประตูเมืองปิดไปนานแล้ว หากเจ้าไม่ไปกับพวกเราเพื่อเดินทางผ่านในเมือง แล้วอ้อมจากนอกเมืองไปค่ายใหญ่เหนือ ต้องอ้อมไปถึงเมื่อใดกัน?”
“นี่...”
ลู่ซิงเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงยิ้มอย่างกระดากอาย “เช่นนั้นต้องรบกวนท่านอ๋องกับพระชายาแล้ว”
ลู่ซิงเข้าใจดี หากเขาไปเคาะประตู ทหารเฝ้าเมืองคงไม่แม้แต่จะชายตามองเขา
หากไม่เดินทางไปกับอวิ๋นเจิง เขาก็คงทำได้เพียงอ้อมผ่านนอกเมืองกลับค่ายใหญ่เหนือเป็นระยะทางไกล
ยามค่ำมืดเช่นนี้ กว่าจะอ้อมกลับถึงค่ายใหญ่เหนือ ฟ้าคงใกล้สางแล้ว
ไม่นานนัก คนกลุ่มหนึ่งก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองซั่วฟาง
เป็นไปตามคาด ประตูเมืองปิดลงแล้ว
“เปิดประตู!”
เกาเหอถือโคมเดินเข้าไปเคาะประตู
“ประตูเมืองปิดแล้ว พรุ่งนี้จึงจะเข้าเมืองได้!”
ทหารบนกำแพงเมืองตอบโดยไม่ทันคิด
“บังอาจ!”
เกาเหอตวาดเสียงต่ำ “ท่านอ๋องจะเข้าเมือง พวกเจ้ากล้าไม่เปิดประตูหรือ?”
“ท่านอ๋อง?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเกาเหอ ทหารบนกำแพงเมืองก็รีบมองไปด้านหลังเขา
“เป็นท่านอ๋องกับพระชายาจริง ๆ!”
ทหารบนกำแพงเมืองร้องขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนกล่าวอย่างเร่งร้อนว่า “ขอท่านอ๋องกับพระชายารอสักครู่ ข้าน้อยจะไปแจ้งหัวหน้าของพวกเราทันที!”
