เมื่อรู้ว่าถูกหลอก ตระกูลซูก็ตกอยู่ในความหม่นหมองทั่วทั้งตระกูล
ตระกูลซูส่งคนไปยังตระกูลโหวแห่งมู่โจวแล้ว
ถึงจะเอาเรื่องตระกูลโหวไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องให้ตระกูลโหวชดใช้เงินสองแสนตำลึงเงินที่โหวซื่อไคติดค้างตระกูลซูเสียก่อน
หากทวงเงินสองแสนตำลึงเงินกลับมาได้ พวกเขาค่อยขายทรัพย์สินของตระกูลเพิ่มเติมอีกบางส่วน กิจการของตระกูลซูก็จะยังพอประคับประคองต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง บางทีอาจช่วยพยุงสถานการณ์เอาไว้ได้
บัดนี้ เงินสองแสนตำลึงเงินก้อนนี้สำคัญต่อตระกูลซูยิ่งนัก
ขณะที่คนของตระกูลซูกำลังร้อนใจ รอข่าวจากคนที่ส่งไปทวงหนี้ พ่อบ้านประจำจวนซูซ่งป๋อก็วิ่งเข้ามาอย่างเร่งร้อน ก่อนกระซิบข้างหูซูซ่งป๋อ
“อะไรนะ?”
สีหน้าซูซ่งป๋อเปลี่ยนไปในทันใด “เจ้าแน่ใจหรือ?”
พ่อบ้านรีบส่ายหน้า “ผู้น้อยไม่กล้ายืนยัน ผู้น้อยเพียงบังเอิญได้ยินคนพูดกัน! ได้ยินว่าเป็นบ่าวในจวนซูเฮ่อเหนียนเผลอหลุดปากออกมา...”
เมื่อได้ฟังคำของพ่อบ้าน ซูซ่งป๋อก็อดตกอยู่ในห้วงความคิดไม่ได้
เขาเองก็เคยได้ยินหลานชายเล่าให้ฟัง
ยามพั่งลู่ซานสอนวิธีทำน้ำตาล มีเพียงซูหวยหมินกับโหวซื่อไคอยู่ในนั้น
คนอื่นล้วนถูกกันออกไป
ดูเหมือนพั่งลู่ซานยังเคยบอกโหวซื่อไคด้วยว่า ยิ่งมีคนร่วมทำกิจการนี้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดี!
หากเป็นเช่นนั้น ซูหวยหมินก็มีพิรุธว่าอาจรู้วิธีทำน้ำตาลขาวและคิดจะฮุบไว้คนเดียวจริง ๆ!
ซูซ่งป๋อครุ่นคิดเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนสั่งพ่อบ้านทันที “ไปเชิญผู้อาวุโสประจำตระกูลอีกห้าท่านมาเดี๋ยวนี้!”
“ขอรับ!”
พ่อบ้านรับคำแล้วรีบวิ่งออกไป
ไม่นานนัก ผู้อาวุโสประจำตระกูลทั้งห้าก็มารวมตัวกันที่จวนซูซ่งป๋อ โดยไม่มีซูเฮ่อเหนียน
