“เจ้า...คิดจะทำอันใด?”
เจียเหยาขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามอวิ๋นเจิง
“ข้ารู้สึกว่าม้าตัวนี้กำลังพนันกับข้าอยู่!”
อวิ๋นเจิงมองม้าดื้อรั้นตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ “มันพนันว่าข้าจะไม่ฆ่ามัน!”
“พูดอันใดเช่นนั้น!”
เจียเหยาเบ้ปาก “เจ้าอดทนสักหน่อยไม่ได้หรือ? ข้าจะบอกให้ ม้าดื้อรั้นมิใช่ม้ากระจอก ทั้งยังล้วนเป็นม้าชั้นเลิศ ม้าพวกนี้มักฉลาดยิ่งและเข้าใจความรู้สึกคน แม้จะฝึกให้เชื่องได้ยาก แต่หากฝึกสำเร็จ ก็จะกลายเป็นม้าดีที่หาได้ยาก”
“ข้าอดทนมากแล้ว!”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้า “เจ้าคงมิได้คิดจะให้ข้าปรนนิบัติม้าตัวนี้ราวกับบรรพบุรุษกระมัง?”
เจียเหยาเอ่ยว่า “เจ้าค่อย ๆ สร้างความผูกพันกับมัน รอจนมันยอมรับเจ้า ทุกอย่างก็จะดีเอง”
“ไม่ ไม่!”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้า “แม้ที่เจ้าพูดมาก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่กับม้าที่จูงก็ไม่ยอมเดิน พอตีก็ถอยหลังเช่นนี้ บางทีอาจลองใช้วิธีฝึกแบบอื่นดู!”
จูงก็ไม่ยอมเดิน พอตีก็ถอยหลังหรือ?
เจียเหยาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้ากำลังพูดเป็นนัย?”
ม้าตัวนี้หมายถึงเป่ยหวน หรือหมายถึงตัวนางเอง?
จู่ ๆ เจียเหยาก็นึกถึงคำเตือนที่อวิ๋นเจิงเคยกล่าวกับนางก่อนหน้านี้
“เจ้าคิดมากไปแล้ว”
อวิ๋นเจิงส่ายหน้ายิ้ม “ข้าเพียงอยากลองดูว่าวิธีอื่นจะฝึกม้าตัวนี้ให้เชื่องได้หรือไม่ หรือไม่ก็ลองดูว่ามันฉลาดพอหรือเปล่า!”
ขณะกล่าว อวิ๋นเจิงก็จ่อคมดาบเข้าที่ลำคอของม้าดื้อรั้น
ทว่าม้าตัวนั้นยังคงนอนแผ่อยู่บนพื้น ไม่ยอมลุกขึ้น
