เมื่อฟ้าสางสว่างเต็มที่ การสู้รบที่เมืองชิงอี้ก็ยุติลง
ชาวเมืองชิงอี้หวาดผวาจนมือไม้สั่น พากันแง้มหน้าต่างออกดู จึงพบว่าเมืองชิงอี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
กองทหารม้าที่เคลื่อนผ่านถนนอย่างรวดเร็วสวมเกราะที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งยังชูธงที่ไม่คุ้นตา
แต่ตัวอักษรคำว่า “อวิ๋น” บนธงผืนนั้นกลับโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
ยามเจียเหยากับเมี่ยวอินติดตามอวิ๋นเจิงมาถึงจวนผู้รักษาเมือง ศพในจวนก็ถูกขนย้ายออกไปหมดแล้ว
เหลือเพียงเลือดสีแดงฉานบนพื้นกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศ ซึ่งบ่งบอกว่าที่นี่เคยเกิดการสังหารหมู่ขึ้น
ทว่าในจวนผู้รักษาเมืองกลับไร้ร่องรอยการต่อสู้แม้แต่น้อย
ราวกับคนที่ตายไปเหล่านั้นถูกภูตผีพรากชีวิตไปเสียเฉย ๆ
เจียเหยาสูดกลิ่นคาวเลือดในอากาศ ก่อนเอียงหน้าถามว่า “เป็นฝีมือหน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณของเจ้ากระมัง?”
“อืม”
อวิ๋นเจิงยิ้มพลางพยักหน้า
“ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าพวกเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่...”
เจียเหยาทอดถอนใจจากใจจริง
นางเคยพบคนของหน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณ
แต่ก็เพียงพบเท่านั้น
นางไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นมีหน้าตาเช่นไร และไม่รู้ว่าพวกเขาจะปรากฏตัวขึ้น ณ ที่ใด
ครั้งที่เป่ยหวนยังทำศึกกับต้าเฉียน นางเคยมีโอกาสประจักษ์ความร้ายกาจของหน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณด้วยตนเอง
บัดนี้เวลาผ่านมาหลายปีแล้ว
หน่วยสิบแปดองครักษ์วิญญาณที่ชาวเป่ยหวนเคยเรียกขานว่าเหล่าภูตผี ย่อมแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
นางไม่รู้จริง ๆ ว่าอวิ๋นเจิงฝึกคนกลุ่มหนึ่งที่ประหนึ่งภูตผีเดินอยู่ในรัตติกาลเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร
“รอให้ศึกนี้จบก่อน เจ้าก็จะรู้เอง”
อวิ๋นเจิงยิ้ม
“ข้าอยากรู้จักพวกเขาสักหน่อยจริง ๆ!”
เจียเหยายิ้มบาง ก่อนกล่าวต่อว่า “ตู้หยางคงมีกำลังทหารไม่มากนัก พวกเราพักสักครู่ ก่อนฟ้ามืดน่าจะยกเข้าตีตู้หยางได้!”
