แม้ทหารองครักษ์หน้าพระที่นั่งจะเปิดช่องว่างให้ แต่ฮ่องเต้เหวินก็มองผ่านช่องนั้นได้ไม่ชัดนัก
“หลีกไป! เราจะพูดกับองค์รัชทายาท!”
ฮ่องเต้เหวินตวาดให้ทหารองครักษ์หน้าพระที่นั่งที่ขวางอยู่เบื้องหน้าหลีกทาง ในที่สุดก็เห็นอวิ๋นลี่ซึ่งสวมเกราะชุบทองได้อย่างชัดเจน
“ไม่เลว เปลี่ยนมาสวมชุดนี้แล้วดูมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย!”
ฮ่องเต้เหวินมิได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย กลับมองอวิ๋นลี่ด้วยแววชื่นชม
ว่าไปแล้ว อวิ๋นลี่สวมชุดนี้ก็ดูเข้าท่าทีเดียว
อย่างน้อยก็ดูสบายตากว่ายามสวมชุดขุนนางมากนัก
“ลูกดูมีชีวิตชีวามาแต่ไหนแต่ไร!”
อวิ๋นลี่หัวเราะเสียงดัง ถามด้วยความสะใจคล้ายได้แก้แค้นว่า “เสด็จพ่อ รสชาติของการถูกหลอกจนหัวหมุนเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ก็ไม่เลว”
ฮ่องเต้เหวินมิได้กริ้ว กลับหัวเราะออกมา “อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้ดูแลราชการแทนเราเสียเปล่าตั้งนาน ในที่สุดก็รู้จักใช้สมองเสียที! เจ้าเก่งกว่าพี่รองของเจ้าและคนอื่น ๆ มาก!”
“เรื่องนี้ต้องขอบพระทัยที่เสด็จพ่อทรงอบรมสั่งสอน!”
อวิ๋นลี่จ้องฮ่องเต้เหวินเขม็ง “เสด็จพ่อ คนข้างกายพระองค์เหลืออยู่แค่นี้ ลูกก็ไม่อยากแบกรับชื่อเสียงสังหารบิดา ลูกขอเตือนให้พระองค์สั่งพวกเขาวางอาวุธเสียเถิด! ลูกขอรับรองว่าจะปรนนิบัติเสด็จพ่ออย่างดี ให้พระองค์ได้สำราญทุกวัน!”
“นั่นก็เพราะเจ้าไม่กล้าสังหารเรา”
ฮ่องเต้เหวินส่ายพระพักตร์พลางยิ้ม “ยามนี้เราเป็นเครื่องคุ้มชีวิตของเจ้า! มีเราอยู่ในมือ เจ้าเท่านั้นจึงจะอาศัยชื่อเราใช้อำนาจสั่งเหล่าเจ้าครองแคว้นได้!”
