หลายวันต่อมา นอกนครหลวง
กองกำลังสองฝ่ายมาบรรจบกันบนถนนหลวง
“สวีฉือฝู่?”
เมื่อทราบตัวตนของเหล่านักโทษที่ทหารคุมตัวมา ฉินชีหู่กับจางซวีก็พลันตาเป็นประกาย
“ไป ๆ ไปซ้ำเติมคนตกอับกัน!”
ฉินชีหู่มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที ความเหน็ดเหนื่อยตลอดเส้นทางพลันมลายหายไปสิ้น
“ดีเลย!”
จางซวีเองก็สนอกสนใจยิ่งนัก
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงเบื้องหน้าขบวนคุมนักโทษ
นักโทษที่ทหารคุมตัวมามีจำนวนไม่น้อย
นอกจากสวีฉือฝู่แล้ว ยังมีคนอีกหลายคนที่เคยรับราชการอยู่ในนครหลวง
ทว่าคนเหล่านั้นล้วนผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมชุดนักโทษเหมือนกันหมด ทั้งสองค้นหาอยู่ท่ามกลางฝูงชนเป็นครู่ใหญ่ กว่าจะพบสวีฉือฝู่ที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง
คอสวีฉือฝู่สวมเครื่องจองจำ ขาทั้งสองข้างยังถูกพันธนาการด้วยตรวน
ทั่วร่างของเขาไม่เหลือท่าทีผึ่งผายเปี่ยมชีวิตชีวาอย่างที่เคยมีอีกแล้ว แววตาก็เหม่อลอย
“เจ้าสุนัขเฒ่าสวี ในที่สุดก็มีวันนี้กับเขาแล้ว!”
ฉินชีหู่แสยะยิ้มหัวเราะอย่างเปิดเผย ไม่คิดปกปิดความสาแก่ใจแม้แต่น้อย
ฉินลิ่วก่านไม่ลงรอยกับสวีฉือฝู่มาแต่ไหนแต่ไร ในฐานะบุตรชายเพียงคนเดียวของฉินลิ่วก่าน ฉินชีหู่ย่อมไม่ชอบหน้าสวีฉือฝู่เป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
เมื่อเห็นฉินชีหู่ยิ้มเยาะอย่างสาแก่ใจ แววตาเหม่อลอยของสวีฉือฝู่ก็เผยความเคียดแค้นออกมาหลายส่วน
“ราชวงศ์ไร้เยื่อใยที่สุด!”
สวีฉือฝู่เอ่ยเสียงแหบพร่า มองฉินชีหู่อย่างเย็นชา “อย่าเพิ่งได้ใจไป! วันนี้ของข้า ย่อมเป็นวันหน้าของตระกูลฉิน!”
“เจ้าสุนัขเฒ่า ถึงยามนี้แล้วยังคิดยุแยงให้แตกแยกอีกหรือ?”
