วันรุ่งขึ้น อวิ๋นเจิงพาทัวฮวนกับเย่จื่อมายังที่ว่าการ
ตลอดทั้งวัน พวกเขาอยู่ที่ว่าการเพื่อฟังรายงานจากขุนนางสำนักเสนาบดี หลังจากนั้นยังหารือและวางแผนเบื้องต้นบางประการสำหรับปีหน้าร่วมกับขุนนางเหล่านั้น
บัดนี้ ซั่วเป่ยกับจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือพ้นจากภาวะขาดแคลนเสบียงโดยสิ้นเชิงแล้ว ทว่าปัญหาที่ตามมากลับเป็นเรื่องประชากร
พื้นที่ของซั่วเป่ยกับจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่เมื่อนับประชากรที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมดแล้ว ยังมีไม่ถึงห้าล้านคน
นี่เป็นปัญหาร้ายแรงยิ่ง
อวิ๋นเจิงทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับการพัฒนาซั่วเป่ย ทว่าประชากรที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ทุ่มเทไปกลับมีอยู่อย่างจำกัดยิ่ง
เฉินปู้เคยกล่าวไว้ว่า เปรียบเสมือนพวกเขาขุดบ่อน้ำขึ้นมาบ่อหนึ่ง เดิมทีบ่อนี้สามารถให้คนห้าสิบคนใช้ดื่มกินได้ แต่บัดนี้กลับมีคนใช้เพียงห้าคน
หากคำนวณเช่นนี้ สิ่งที่พวกเขาทุ่มเทลงไปย่อมไม่คุ้มค่า
สำนักเสนาบดีเห็นว่าซั่วเป่ยควรระงับการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไว้ก่อน แล้วมุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎร
พร้อมกันนั้นก็ออกนโยบายส่งเสริมการมีบุตร
แน่นอนว่าไม่ว่านโยบายจะดีเพียงใด เว้นแต่จะย้ายประชากรจากที่อื่นมายังซั่วเป่ยกับจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ มิฉะนั้นก็ยากจะแก้ปัญหาประชากรได้ในเวลาอันสั้น
ถึงอย่างไรคนก็ไม่ใช่พืชผล มิใช่ว่าจะเติบโตขึ้นได้ภายในปีสองปี
นอกจากนี้ เฉินปู้ยังกล่าวถึงเรื่องลดกำลังทหารขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าคราวนี้มุ่งเป้าไปที่จวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือเป็นหลัก
ประชากรทั้งจวนผู้พิทักษ์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีเพียงล้านกว่า ทว่ากองกำลังสารพัดประเภททางนั้น เมื่อรวมกับทัพเป่ยฝู่และกองทัพกุยอี้แล้ว มีจำนวนเกือบสองแสน
