ใช้เวลาเพียงครึ่งวันกว่า หลินจี้ก็นำคนไปถึงกองทัพของเจินเถียนอู่
ยามนี้กองทัพของเจินเถียนอู่กำลังรุกคืบไปข้างหน้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
เมื่อทราบว่าหลินจี้นำคนมาถึง เจินเถียนอู่ก็รีบออกไปพบ
เห็นสีหน้าของหลินจี้ไม่สู้ดีนัก เจินเถียนอู่จึงอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ว่า “ผู้บัญชาการหลิน เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
“กองทัพของเถียนจงซิ่นถูกศัตรูซุ่มโจมตี สูญเสียอย่างหนัก”
หลินจี้มีสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยเสียงหนักว่า “องค์ชายกำลังพิโรธยิ่งนัก จึงมีบัญชาให้ข้ามาแจ้งเจ้า ภายในห้าวันต้องส่งศีรษะของเจ้าแคว้นเหล่านั้นไปถวายองค์ชาย มิฉะนั้นองค์ชายจะเสด็จมาบัญชาการทัพแนวหน้าด้วยพระองค์เอง!”
“อะไรนะ?”
สีหน้าเจินเถียนอู่เปลี่ยนไป ในใจกลับยินดีอย่างยิ่ง “กองทัพของเถียนจงซิ่นสูญเสียอย่างหนักหรือ?”
“อืม”
หลินจี้พยักหน้าเบา ๆ “เถียนจงซิ่นเองก็ได้รับบาดเจ็บ ถูกส่งกลับไปพักรักษาตัวที่เมืองสือเกาแล้ว ครานี้องค์ชายพิโรธจริง ๆ ฟังจากพระดำริแล้ว ดูเหมือนพระองค์คิดจะแบ่งทัพกับฮูหยินเจียเหยา ออกรบพร้อมกันสองทาง…”
หวังชี่ได้ยินดังนั้น ก็รีบดึงหลินจี้ไปยังด้านข้างพร้อมกับเจินเถียนอู่ แล้วถามเสียงเบาว่า “องค์ชายทรงตำหนิพวกเราว่าไร้ความสามารถหรือไม่?”
พอได้ยินคำถามของหวังชี่ เจินเถียนอู่ก็พลันตึงเครียดขึ้นมา
กองทัพของเถียนจงซิ่นสูญเสียอย่างหนัก แม้แต่เถียนจงซิ่นก็ยังบาดเจ็บ ต้องกลับไปพักรักษาตัวแนวหลัง
ยามนี้นับเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้แสดงฝีมือ
“เรื่องนั้นไม่มี เพียงแต่มีบัญชาให้เจ้าทิ้งกองปืนใหญ่ไว้ช่วยเหลือแม่ทัพเจินเถียนอู่ แล้วนำทหารที่เหลือไปสมทบกับฉินชีหู่ทันที”
หลินจี้ส่ายหน้า ก่อนจะหันไปมองเจินเถียนอู่อีกครั้ง “แต่…”
