จนกระทั่งยามพลบค่ำ เจิงกวงจึงเร่งรุดมาถึงค่าย
ทันทีที่พบอวิ๋นเจิง เจิงกวงก็รีบคุกเข่าคารวะอย่างนอบน้อม ทว่าอวิ๋นเจิงห้ามไว้
“เจ้าเองก็เป็นขุนนางของราชสำนัก ไม่จำเป็นต้องคำนับใหญ่โตเช่นนี้ต่อหน้าเปิ่นหวัง!”
อวิ๋นเจิงยิ้ม พลางผายมือให้เจิงกวงนั่ง
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง!”
เจิงกวงนั่งลงอย่างรวดเร็ว
“เจ้าคุมเมืองโหลวผิงมานานเพียงนี้ รู้เบื้องลึกของผู่หวังหรือไม่?”
“ทราบขอรับ”
เจิงกวงรีบเล่าเรื่องราวของผู่หวังออกมาโดยไม่ปิดบัง
ผู่หวังเป็นคนเผ่าฟาเชียง
สามเผ่าของซีฉวี ได้แก่ ซีเชียง เผ่าฟาเชียง และหลงเชียง สนิทสนมกันยิ่ง
กล่าวได้ว่าพวกเขาสวมกางเกงตัวเดียวกัน
ผู่หวังเป็นขุนพลใหญ่แห่งเผ่าฟาเชียง หลายปีก่อนครั้นกัวซื่อสมคบกับเผ่าต่าง ๆ ทางม่อซีคิดก่อการกบฏ ผู่หวังก็เคยติดตามกองทัพร่วมกับเจี่ยซือปา ขุนพลผู้เลื่องชื่อแห่งหุนกู่ บุกเข้าเจียวลู่
ภายหลัง ซังเจี๋ยรวบรวมเผ่าต่าง ๆ ทางม่อซี ก่อตั้งซีฉวีขึ้น ผู่หวังจึงได้รับคำสั่งให้ประจำการที่เมืองหมางชื่อ
ภรรยาเอกของผู่หวังเป็นองค์หญิงแห่งราชวงศ์อ๋องฟาเชียง
ดังนั้น ผู่หวังจึงนับเป็นคนของราชวงศ์อ๋องฟาเชียงด้วยเช่นกัน
หลายปีก่อน เจิงกวงเคยนำทัพปะทะกับผู่หวังถึงสองครั้ง
ครั้งแรกเป็นตอนที่ผู่หวังติดตามเจี่ยซือปาเคลื่อนทัพ เขานำทหารกล้าจำนวนแปดพันนายซึ่งจ้าวเลี่ยเรียกระดมพลขึ้นเป็นการชั่วคราว เข้าปะทะกับกำลังพลห้าพันนายของผู่หวังอย่างดุเดือด
เพราะต้องรับศึกอย่างฉุกละหุก ทั้งยุทโธปกรณ์ของทหารทั้งสองฝ่ายก็แตกต่างกันมาก เขาจึงพ่ายแพ้ยับเยินด้วยน้ำมือผู่หวัง
ครั้งที่สองคือคราวเซียวว่านโฉวนำทัพเข้าเจียวลู่เพื่อปราบกบฏ เวลานั้นเผ่าต่าง ๆ ทางม่อซีถอนทัพอย่างเร่งด่วนเพราะอวิ๋นเจิงบุกโจมตีหุนกู่ เขารับคำสั่งจากเซียวว่านโฉวให้นำกำลังพลหนึ่งหมื่นนายเข้าปะทะกับกองกำลังกบฏส่วนหนึ่ง แต่กลับบังเอิญพบกับกองกำลังของผู่หวังที่ถอนตัวไม่ทัน
