“หา?”
ตู๋กูเช่อแสร้งทำเป็นงุนงง “หมายความว่าอย่างไร?”
“แสร้งต่อไปเถิด!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนยิ้มพลางมองตู๋กูเช่อ “พวกเขาเป็นองครักษ์หน้าพระที่นั่ง เมื่อรู้แล้วว่าอวิ๋นเจิงจะยึดอำนาจ ย่อมต้องลงมือทำบางอย่าง! ขัดขวางไม่ได้กับไม่ได้ขัดขวาง เป็นคนละเรื่องกัน ใช่หรือไม่?”
คำพูดที่หานจิ้นบอกว่าจะตายตกไปตามกันกับนาง ล้วนเป็นคำไร้สาระ
อวิ๋นเจิงต่างหากคือบุคคลสำคัญ!
พวกเขาตายตกไปตามกันกับนางแล้วจะมีประโยชน์อันใด?
แต่พวกเขาจำเป็นต้องแสดงท่าที เพื่อพิสูจน์ว่าตนมิใช่พวกเดียวกับอวิ๋นเจิง
หากฮ่องเต้เหวินทรงเอาความ พวกเขาก็ได้พยายามสุดกำลังแล้ว เพียงแต่ไม่อาจขัดขวางได้เท่านั้น
หากสังหารนางจนทำให้อวิ๋นเจิงก่อกบฏ หานจิ้นกับพวกย่อมถูกประหารล้างตระกูลเก้าชั่วโคตรอย่างแน่นอน
แต่หากพวกเขาไม่ทำอะไรเลย เมื่อกลับถึงเมืองหลวง แม้ไม่แน่ว่าจะถูกประหารล้างตระกูลเก้าชั่วโคตร แต่ชีวิตย่อมแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ผู้ที่ได้เป็นรองผู้บัญชาการองครักษ์หน้าพระที่นั่ง ย่อมเข้าใจผลได้ผลเสียในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ดังนั้นหานจิ้นย่อมต้องลงมือทำบางอย่าง
เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นลั่วเยี่ยน ตู๋กูเช่อก็หัวเราะแห้งๆ ทันที
เขานึกว่าเสิ่นลั่วเยี่ยนมองไม่ออกเสียอีกว่ามีเล่ห์เหลี่ยมซ่อนอยู่!
เสิ่นลั่วเยี่ยนยิ้ม ก่อนถามตู๋กูเช่ออีกครั้ง “ท่านเองก็อยากให้พวกเรามัดท่านไว้ด้วยหรือไม่?”
“ข้าหวังว่าพวกท่านจะสังหารข้า”
ตู๋กูเช่อยิ้มขื่น “เมื่อท่านอ๋องยึดอำนาจควบคุมกองทัพเป่ยฝู่ได้แล้ว ในสายพระเนตรของฝ่าบาท ข้าซึ่งเป็นรองแม่ทัพจะกลายเป็นผู้ไม่ยอมลงมือ หรือไม่ก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับพวกท่าน ครอบครัวของข้าล้วนอยู่ในเมืองหลวง พระชายาคงทรงทราบว่าฝ่าบาทจะทรงทำเช่นไร...”
