ในเวลาเดียวกัน ตู๋กูเช่อกับเสิ่นลั่วเยี่ยนก็นำกองทัพที่ฝ่าวงล้อมออกมาได้ไปตั้งแนวป้องกันตรงหาดตื้นเป่ยหยวน
แม้สุดท้ายพวกเขาจะฝ่าวงล้อมออกมาได้สำเร็จ แต่ก็สูญเสียผู้คนไปไม่น้อย
จากทหารกว่าสามหมื่นนาย คาดว่าผู้ที่มีชีวิตมาถึงที่นี่มีไม่ถึงสองหมื่นห้าพันคน
นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่อวิ๋นเจิงนำทัพมา
แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
การที่พวกเขานำคนจำนวนมากฝ่าวงล้อมออกมาได้ ก็นับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังของอาลู่ไถย่อมสูญเสียมากกว่าพวกเขาเป็นเท่าตัว
ทหารม้าหนึ่งพันนายที่อวี๋ซื่อจงนำทัพ หลังจากฝ่าเข้าปะทะไม่หยุดหย่อนก็บาดเจ็บล้มตายไปกว่าครึ่ง ส่วนที่เหลือแทบทุกคนล้วนมีบาดแผล แม้แต่อวี๋ซื่อจงเองก็อาบไปด้วยเลือด บนแผ่นหลังยังถูกยิงด้วยลูกธนูสองดอก โชคดีที่เกราะช่วยป้องกันไว้ ลูกธนูทั้งสองดอกจึงไม่ถึงชีวิต
“ยังไหวหรือไม่?”
เสิ่นลั่วเยี่ยนรีบไปหาอวี๋ซื่อจง
“ไม่เป็นไร!”
อวี๋ซื่อจงแสยะยิ้ม “แผลเล็กน้อย ไม่เป็นอันใด”
“ดี เช่นนั้นคงต้องรบกวนเจ้าไปอีกเที่ยว!”
เสิ่นลั่วเยี่ยนไม่มีเวลามัวเกรงใจกับอวี๋ซื่อจง นางลงจากม้าทันที “จงขึ้นขี่เหยียบหิมะไปซั่วฟางด้วยความเร็วสูงสุด สั่งให้ทหารรักษาการณ์ในหุบเขาเลี่ยเฟิงเตรียมพร้อมรับกำลังสนับสนุนได้ทุกเมื่อ! อีกทั้งนำจดหมายฉบับนี้ไปมอบให้ตู้กุยหยวนด้วย!”
กล่าวจบ เสิ่นลั่วเยี่ยนก็หยิบจดหมายที่อวิ๋นเจิงเขียนด้วยตนเองจากอกเสื้อ ยื่นให้อวี๋ซื่อจง
“รับคำ!”
อวี๋ซื่อจงไม่ทันได้พัก ก็พลิกกายขึ้นขี่เหยียบหิมะแล้วควบออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองส่งอวี๋ซื่อจงจากไป เสิ่นลั่วเยี่ยนก็หันไปหาตู๋กูเช่อ “พาคนไปสักสองสามคน ตามข้าไปที่กองรักษาการณ์จิ้งอัน!”
