เมื่อได้ฟังคำพูดของอวิ๋นเจิง เจียเหยาก็อดครุ่นคิดไม่ได้
หลายวันมานี้ นางกินอาหารที่ตุ๋นโสมเข้าไปไม่น้อย และสัมผัสได้ถึงสรรพคุณของโสมเหล่านั้น
แต่คนอย่างอวิ๋นเจิงจะมีน้ำใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
คนเจ้าเล่ห์เช่นเขาจะมอบโสมให้ข้า เพื่อนำไปยื้อชีวิตเชลยเหล่านั้นหรือ?
คิดอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อ!
เขาคงอยากให้คนเหล่านั้นตายเสียมากกว่า!
“เจ้านี่มันหมาป่าร้ายชัด ๆ!”
เจียเหยาหัวเราะเย็นชา “ข้าเดาว่าเจ้าคงให้คนวางยาพิษในโสมกระมัง? หากข้านำโสมมีพิษไปยื้อชีวิตคนเหล่านั้น เกรงว่าพวกเขาคงสิ้นลมจริง ๆ! เช่นนี้เจ้าก็ได้ประโยชน์ ทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าเชลยเหล่านั้นจะสวมเกราะออกศึก กลายเป็นศัตรูของพวกเจ้าอีก ใช่หรือไม่?”
เอาเถิด!
สตรีผู้นี้ระแวงขึ้นมาจริง ๆ ด้วย!
เฮ้อ จะหลอกสตรีผู้นี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ!
อุตส่าห์อ้อมค้อมตั้งมากมาย สุดท้ายก็ยังทำให้นางสงสัยจนได้
อวิ๋นเจิงลอบยิ้มขื่นในใจ แต่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ข้าว่าเจ้าเข้าใจข้าผิดไปแล้ว!”
“เข้าใจผิด?”
เจียเหยาเบ้ปาก หัวเราะเย็นชา “ตอนที่เจ้าเอาศพเหล่าทหารเป่ยหวนของข้าไปแลกกับอาจารย์ข้าและม้าศึก มิใช่เล่นเล่ห์เช่นนี้หรอกหรือ?”
“นั่นเรียกว่าเล่นเล่ห์หรือ?”
อวิ๋นเจิงยิ้ม “ข้าบริการพวกเจ้าอย่างดีเพียงนั้น ทั้งยังช่วยเผาศพให้ พวกเจ้ายังไม่ซาบซึ้งอีกหรือ?”
“เจ้านี่ไร้ยางอายเสียจริง!”
เจียเหยากัดฟันกรอด “รู้หรือไม่ว่าข้าเลื่อมใสสิ่งใดในตัวเจ้าที่สุด?”
อวิ๋นเจิงกล่าวว่า “เจ้าคงเลื่อมใสที่ข้าค้าขายซื่อตรง รักษาคำมั่น ไม่คิดเอาเปรียบผู้ใด!”
